วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม 2569

Login
Login

'สภาพัฒน์' ชี้ 3 มรสุมซัดแรงงานไทยสั่นคลอน ตะวันออกกลาง-เอไอ-อีวี

'สภาพัฒน์' ชี้ 3 มรสุมซัดแรงงานไทยสั่นคลอน ตะวันออกกลาง-เอไอ-อีวี

สถานการณ์การจ้างงานของไทยกำลังเผชิญปัจจัยท้าทายจากปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อต้นทุนพลังงานและต้นทุนดำเนินการหลายธุรกิจ รวมถึงการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีทั้งจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) 

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาวะสังคมไทยไตรมาสที่ 1 ปี 2569 โดยในส่วนของสถานการณ์แรงงานว่าสถานการณ์การจ้างงานในภาพรวมจะมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากการขยายตัวของภาคเกษตรกรรมและภาคบริการ แต่มีสัญญาณที่ต้องเฝ้าระวังจากการที่อัตราการว่างงานปรับตัวสูงขึ้นในไตรมาสที่ผ่านมา

โดยรายละเอียดสถานการณ์แรงงานที่สำคัญได้แก่ ตัวเลขการจ้างงานและการว่างงาน ในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 มีผู้มีงานทำจำนวน 41.2 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4.6% จากปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม อัตราการว่างงานขึ้นมาอยู่ที่ 0.94% หรือคิดเป็นจำนวนผู้ว่างงาน 3.9 แสนคน ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 0.88% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 0.70% ในไตรมาสที่ผ่านมา

ทั้งนี้ประเด็นการว่างงานที่น่ากังวลอยู่ในกลุ่มผู้ว่างงานส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่เคยทำงานมาก่อนขณะที่กลุ่มผู้ว่างงานระยะยาว (ว่างงานเกิน 1 ปี) มีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 27% นอกจากนี้จำนวนผู้เสมือนว่างงานยังเพิ่มขึ้น 3% โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานนอกภาคเกษตรกรรม ส่วนการว่างงานแฝง มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมและแรงงานที่การศึกษาไม่สูง ซึ่งปี 2568 มีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 17.8%

'สภาพัฒน์' ชี้ 3 มรสุมซัดแรงงานไทยสั่นคลอน ตะวันออกกลาง-เอไอ-อีวี

  • จับตาผลกระทบตะวันออกกลาง 

นอกจากนี้ยังต้องเฝ้าระวังผลกระทบสงครามตะวันออกกลางต่อการจ้างงานและรายได้แรงงานที่อาจลดลง ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพสูง และอยู่ในภาคเกษตร จึงควรเร่งยกระดับผลิตภาพและสร้างอาชีพเสริมให้แรงงานมากขึ้น เพื่อเพิ่มชั่วโมงการทำงานและรายได้

ทั้งนี้ ชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยของแรงงานค่อนข้างทรงตัวเฉลี่ยที่ 40.9 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ขณะที่ภาคเอกชนการทำงานอยู่ที่ 43.9 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ส่วนผู้ที่ทำงานล่วงเวลา 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ขึ้นไปมี 6.1 ล้านคน 

ส่วนค่าจ้างเฉลี่ยแรงงานลดลงมาอยู่ที่ 16,145 บาทต่อคนต่อเดือน ลดลง 0.6% เมื่อเทียบช่วงเดียวของปีก่อน โดยค่าจ้างกลุ่มอาชีพอิสระลดลง 2.5% มาอยู่ที่ 16,852 บาทต่อคนต่อเดือน ส่วนค่าจ้างของแรงงานในระบบเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.7% อยู่ที่ 15,675 บาทต่อคนต่อเดือน ทั้งนี้เมื่อปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อในไตรมาส 1 ของลูกจ้างในระบบเพิ่มขึ้น 1.25% และกลุ่มอาชีพอิสระลดลง 1.93%

  • แรงงาน 8.7 ล้านคนรับผลกระทบ AI 

นายดนุชา กล่าวว่า มีประเด็นการว่างงานในอนาคตที่น่าจับตาเป็นผลจากปัจจัยเสี่ยงและผลกระทบเทคโนโลยี โดยการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ปัจจุบันก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมได้เร็วและก้าวสู่ยุค Generative AI (Gen AI) ที่สร้างคำตอบใหม่ด้วยตัวเอง และกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ Agentic AI ที่วางแผน ลงมือทำ และปรับปรุงงานแทนมนุษย์ครบวงจร 

การประเมินอาชีพที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจาก Gen AI พบในไตรมาส 4 ปี 2568 มีแรงงานได้รับผลกระทบ 8.7 ล้านคน หรือ 21.8% ของกำลังแรงงานทั้งหมด แบ่งเป็น

1.กลุ่มที่มีความเสี่ยงถูกทดแทน (Task Replacement) มี 2.2 ล้านคน ส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป 55.8% มีรายได้เฉลี่ย 27,820 บาทต่อเดือน อายุเฉลี่ย 36.5 ปี และทำงานในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดย AI มีแนวโน้มมาทดแทนงานที่ทำซ้ำและมีแบบแผนตายตัว เช่น เสมียน พนักงานบัญชีและโปรแกรมเมอร์

2.กลุ่มที่นำ AI มาสนับสนุนการทำงาน (Task Augmentation) 6.5 ล้านคน ส่วนใหญ่มีการศึกษาต่ำกว่าระดับปริญญาตรี 72.7% มีรายได้เฉลี่ย 21,506 บาทต่อเดือน อายุเฉลี่ย 42.3 ปี ซึ่ง AI มาเสริมประสิทธิภาพ

ขณะที่ภาระงานหลักยังอาศัยทักษะมนุษย์ เช่น การสื่อสาร การเจรจาต่อรองและการบริหารจัดการ ซึ่งสะท้อน AI สร้างผลกระทบและความเสี่ยงโครงสร้างตลาดแรงงานทั้งลดจ้างงานและโอกาสการทำงานของเด็กจบใหม่ โดยเฉพาะงานที่ลักษณะซ้ำหรือวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น มีการโยกย้ายแรงงานจากงานทักษะสูงสู่งานทักษะต่ำ (Downshifting) เพราะงานทักษะต่ำได้รับ ผลกระทบจาก AI น้อยกว่า

  • งานตายตัวถูก AI ลดบทบาท 

นอกจากนี้ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสู่ Agentic และ Physical AI จะส่งผลให้งานที่มีขั้นตอนตายตัวหรืองานที่อาศัยตรรกะซ้ำรวมถึงงานที่ต้องใช้แรงกายและทักษะปฏิบัติถูกลดบทบาท ในอนาคต

ดังนั้นไทยต้องเตรียมความพร้อมรองรับผลกระทบ AI ได้แก่ เร่งส่งเสริมใช้ AI อย่างครอบคลุม และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลและระบบประมวลผล ปรับบทบาทแรงงานทักษะสูงสู่ “ผู้บริหารจัดการ AI” รวมทั้งพัฒนากฎหมายและธรรมาภิบาล ดิจิทัลและการใช้ AI ให้ครอบคลุมการคุ้มครองแรงงาน และความรับผิดชอบหาก AI ก่อความเสียหายเพื่อความมั่นคงอาชีพในอนาคต

  • EV ทำแรงงานแสนคนเสี่ยงตกงาน

สำหรับความเสี่ยงจ้างงานอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นอีกประเด็นต้องจับตา เนื่องจากการเติบโตของ EV ในไทยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยปี 2569-2571 ยอดจดทะเบียนใหม่ EV อยู่ที่ 125,000 คันต่อปี หรือเพิ่มขึ้น 3.8% ต่อปี

ขณะเดียวกันรัฐบาลมีเป้าหมายให้การผลิต EV อย่างน้อย 30% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดภายในปี 2573 และเพิ่มเป็น 50% ภายในปี 2578 ทำให้การผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง 

การเปลี่ยนผ่านนี้อาจกระทบผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ โดยเฉพาะผู้ผลิตลิตชิ้นส่วนรายหลักที่ส่งตรงให้ผู้ประกอบรถยนต์ (Tier 1) และผู้ผลิตชิ้นส่วนต่อเนื่อง (Tier 2) ที่พึ่งการผลิตรถยนต์สันดาป เพราะ EV ใช้ชิ้นส่วน 20 ชิ้น แต่รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปมากใช้ 2,000 ชิ้น

ทั้งนี้คาดว่าปี 2568-2569 แรงงาน 1.1 แสนคน หรือคิดเป็น 16.3% ของแรงงานอุตสาหกรรมยานยนต์มีความเสี่ยงต้องย้ายไปทำงานอุตสาหกรรมอื่น เพราะการผลิตรถยนต์ไทยอยู่ระดับต่ำต่อเนื่อง และผู้ผลิผลิตชิ้นส่วนบางส่วนปรับตัวไม่ทันการเปลี่ยนผ่านสู่ EV

ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีมาตรการรองรับผลกระทบต่อผู้ประกอบการและแรงงาน โดยสนับสนุนปรับสายการผลิตสู่อุตสาหกรรมใหม่ เช่น ชิ้นส่วน EV หรือเครื่องมือแพทย์

  • สศช.ชี้หนี้เสียพุ่ง 1.31 ล้านล้านบาท 

สำหรับสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไตรมาส 4 ปี 2568 เพิ่มขึ้น 0.05% มีมูลค่ารวม 16.44 ล้านล้านบาท ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP อยู่ที่ 86.7% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า

ด้านคุณภาพสินเชื่อพบว่าสินเชื่อผิดนัดชำระเกิน 90 วันขึ้นไป (NPLs) จากข้อมูลเครดิตบูโร มีมูลค่า 1.31 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 9.59% ของสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจาก 9.45% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยเพิ่มขึ้นจากสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อส่วนบุคคลเป็นหลัก ส่วนสินเชื่อที่ค้างชำระระหว่าง 31-90 วัน (SMLs) มีมูลค่า 480,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 3.51% เพิ่มขึ้นจาก 3.09% ของไตรมาสก่อนหน้า

ทั้งนี้ มีประเด็นต้องให้ความสำคัญ 3 เรื่อง คือ 1.พฤติกรรมการบริโภคคนรุ่นใหม่กลุ่มอายุต่ำกว่า 25 ปี มักซื้อสินค้าและบริการตามรีวิวหรือเทรนด์ออนไลน์ ส่งผลให้หนี้คงค้างบัตรเครดิตกลุ่มนี้โตเพิ่มขึ้น 13.5% และหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลเติบโตเพิ่มขึ้น 11.5% เติบโตสูงสุดเมื่อเทียบกลุ่มอายุอื่นในปี 2568 จึงเสนอเร่งเสริมสร้างทักษะการเงินแก่คนรุ่นใหม่ตั้งแต่ประถมศึกษา 

  • เตือน Virtual Bank เพิ่มหนี้ครัวเรือน

2.การเปิดตัวธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ต้องเฝ้าระวังการก่อหนี้เพิ่ม เช่นเดียวกับกรณีจีนพบระบบสินเชื่อออนไลน์ทำให้ผู้กู้บางส่วนเข้าสู่วงจรหนี้ง่ายขึ้น ขณะที่ฟิลิปปินส์พบธนาคารดิจิทัลมีสัดส่วน NPLs สูงกว่าธนาคารแบบดั้งเดิม 

3.อิทธิพล Finfluencer ต่อพฤติกรรมการเงินของครัวเรือนยุคดิจิทัล ซึ่งบางส่วนอาจเผยแพร่ข้อมูลไม่ครบถ้วนหรือคลาดเคลื่อน สศช.เสนอให้กำกับดูแลเนื้อหา Finfluencer โดยกำหนดให้ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และต้องมีใบอนุญาต

 นอกจากนี้ ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคพบว่าไตรมาส 1 ของปี 2569 มีการร้องเรียนของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นถึง 16.2% โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องเฝ้าระวัง 3 กรณี ได้แก่ 

1.ความเปราะบางของกองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์ ซึ่งบางแห่งขาดสภาพคล่องทางการเงิน ทุจริต หรือยุติการดำเนินงานกะทันหัน ส่งผลกระทบต่อสมาชิกจำนวนมาก 

2.กลโกงรูปแบบใหม่ของมิจฉาชีพทางออนไลน์ อาทิ การหลอกลวงซื้อขายการ์ดการ์ตูนสะสม โดยมิจฉาชีพนำภาพที่สร้างจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาหลอกให้ผู้บริโภคสั่งจองล่วงหน้า (Pre-order) แล้วเชิดเงินหนี รวมถึงกรณีกลุ่มมิจฉาชีพชักชวนลงทุนซื้อขายทองคำปลอมบนแพลตฟอร์มออนไลน์

3.ปัญหาสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ที่มีการแพร่กระจายทั้งในตลาดทั่วไปและแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างต่อเนื่อง

  • ชี้วิกฤติบ้านพักผู้สูงวัยไม่พอเพียง

น.ส.วรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการ สศช.นำเสนอบทความพิเศษเรื่อง “บ้านพักผู้สูงวัย : ความท้าทายของบั้นปลายชีวิต” ว่า  ไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดทำให้ความต้องการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นมหาศาล 

ทั้งนี้ไทยมีสถานประกอบการที่พักสำหรับผู้สูงอายุเพียง 96 แห่งทั่วประเทศ และรองรับผู้สูงอายุได้เพียงเกือบ 16,000 คน ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการมาก สะท้อนจากศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแคที่มีจำนวนผู้ลงชื่อรอคิว 6,000 คน แต่รองรับผู้พำนักได้จริงเพียง 250 คนเท่านั้น ต้องรอคิวถึง 15 ปี 

สศช.เสนอแนวทางแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้วยการให้ภาครัฐสนับสนุนสิทธิประโยชน์ทางภาษีและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ภาคเอกชนเพื่อพัฒนาที่พักสำหรับผู้สูงอายุที่หลากหลาย 

รวมทั้งสนับสนุนนำอาคารหรือสถานที่ไม่ใช้งานมาปรับปรุงเป็นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ พร้อมออกแบบระบบการอยู่อาศัยและการดูแลที่เชื่อมโยงชุมชน โดยส่งเสริมบทบาทวิสาหกิจเพื่อสังคมมาเสริมบริการร่วมกับท้องถิ่น เพื่อให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคยได้มีคุณภาพอย่างยั่งยืน