ท่ามกลางกระแสความสนใจของประชาชนที่แห่ลงทะเบียนรับสิทธิโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส 60/40" อย่างล้นหลามในวันแรก (25 พ.ค.) ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมาให้มุมมองเชิงเศรษฐศาสตร์ที่น่าสนใจ โดยระบุว่าโครงการดังกล่าวมีศักยภาพในการช่วยประคองเศรษฐกิจระยะสั้นได้ โดยเฉพาะในภาวะที่กำลังซื้ออ่อนแรง
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลต้องตระหนักว่า "กระสุนทางการคลัง" ของประเทศกำลังลดน้อยถอยลง และนี่อาจเป็นหนึ่งในการกู้เงินขนาดใหญ่ครั้งสุดท้ายที่รัฐยังพอมีพื้นที่ดำเนินการได้โดยไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นทางการคลัง ดังนั้น การใช้จ่ายงบประมาณทุกบาทจึงควรถูกออกแบบบนฐานของ "หลักฐานเชิงประจักษ์" มากกว่าความรู้สึก
ดร.อธิภัทร ได้หยิบยกงานวิจัยที่ศึกษาจากข้อมูลการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) และแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีในโครงการ "คนละครึ่ง" รอบที่ผ่านๆ มา เพื่อเป็น 4 บทเรียนสำคัญในการอุดช่องโหว่และยกระดับโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ดังนี้
1. ช่วยร้านเล็กได้จริง สร้างฐานลูกค้าใหม่
ผลวิจัยชี้ชัดว่าโครงการลักษณะนี้ช่วยให้ร้านค้ารายย่อยมียอดขายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 50% และที่น่าสนใจคือ ยอดขายนอกโครงการก็เติบโตตามไปด้วย กลไกสำคัญเกิดจากการที่ร้านค้าได้ "เปิดตลาด" และพบลูกค้าใหม่ (Customer Discovery) โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์มเดลิเวอรีที่พบว่า ร้านค้ามีจำนวนลูกค้าหน้าใหม่เพิ่มขึ้นถึง 176% ซึ่งผลลัพธ์เชิงบวกนี้ยังคงอยู่แม้โครงการจะสิ้นสุดลงไปแล้ว
2. เม็ดเงิน "กระจุกตัว" สูง จี้รัฐคุมเพดานรายร้านค้า
แม้ร้านเล็กจะได้ประโยชน์ แต่เมื่อเจาะลึกการกระจายตัวของเม็ดเงิน กลับพบความซับซ้อนที่น่ากังวล ข้อมูลระบุว่า ร้านค้ากลุ่ม Top 5% สามารถกวาดเงินสนับสนุนจากรัฐรวมกันไปได้ถึง 41% ของงบประมาณทั้งหมด ซึ่งกลุ่มนี้มักเป็นร้านที่มีขนาดใหญ่กว่า มีฐานลูกค้าเดิมที่แข็งแกร่ง และคุ้นชินกับระบบ e-Payment
โจทย์ใหญ่ของ "ไทยช่วยไทยพลัส" จึงอยู่ที่การออกแบบกลไกเพื่อส่งเม็ดเงินให้ถึง "ร้านเล็กที่แท้จริง" เช่น การพิจารณากำหนดเพดานเงินอุดหนุน (Subsidy Cap) ต่อร้านค้า เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐอุดหนุนกลุ่มร้านใหญ่ซ้ำๆ มากจนเกินไป
3. ยอมรับความจริง นี่คือการ "เยียวยา" ไม่ใช่ "กระตุ้นเศรษฐกิจ"
ในมิติของการกระตุ้นเศรษฐกิจ งานวิจัยพบปรากฏการณ์ย้ายที่ซื้อ (Crowd Out) ค่อนข้างชัดเจน ประชาชนมักโยกการใช้จ่ายจากร้านที่ไม่ได้ร่วมโครงการมาร้านที่ร่วมโครงการ มากกว่าจะเกิดการใช้จ่ายใหม่ทั้งหมด
ค่าประสิทธิผลต่อการใช้จ่าย (MPC) ของโครงการอยู่ที่ระดับ 0.4 หมายความว่า รัฐอุดหนุน 1 บาท จะเกิดการใช้จ่ายใหม่จริงเพียง 40 สตางค์เท่านั้น ยิ่งในรอบนี้รัฐเพิ่มสัดส่วนการอุดหนุนเป็น 60% ยิ่งสะท้อนชัดเจนว่า โครงการนี้ทำหน้าที่ "ประคองกำลังซื้อและเยียวยาสภาพคล่อง" มากกว่า "เร่งเศรษฐกิจ" ซึ่งรัฐบาลควรสื่อสารเป้าหมายนี้ต่อสาธารณะให้ชัดเจน หากต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแท้จริง จะต้องใช้เครื่องมืออื่นที่ออกแบบมาเพื่อสร้างการใช้จ่ายใหม่ ไม่ใช่เพียงการดึงเงินอนาคตมาใช้ก่อน
4. โอกาสทองในการดึงธุรกิจเข้า "ระบบภาษี"
ที่ผ่านมามักมีความกังวลว่าร้านค้าไม่อยากเข้าร่วมโครงการของรัฐเพราะกลัวการเสียภาษี แต่ข้อมูลวิจัยกลับลบล้างความเชื่อนั้น โดยพบว่ามีร้านค้าเพียง 6% ที่ออกจากระบบด้วยเหตุผลดังกล่าว ในขณะเดียวกัน ธุรกิจขนาดเล็กถึง 40% เลือกเข้าสู่ระบบ VAT ด้วยความสมัครใจ แม้รายได้จะยังไม่ถึงเกณฑ์บังคับ 1.8 ล้านบาทต่อปีก็ตาม
สิ่งนี้สะท้อนว่า ธุรกิจจำนวนมาก "พร้อมเข้าระบบ" หากมองเห็นความคุ้มค่าและต้นทุนการจัดการที่ไม่สูงเกินไป รัฐบาลจึงควรใช้โอกาสที่มีเม็ดเงินมหาศาลนี้ สร้างแรงจูงใจให้ร้านค้าเข้าสู่ระบบภาษี ใช้ e-Payment และสร้าง Digital Footprint เพื่อยกระดับโครงสร้างธุรกิจในระยะยาว
ในตอนท้าย ดร.อธิภัทร ได้กล่าวสรุปเพื่อฝากข้อคิดถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า โครงการลักษณะนี้เป็นนโยบายที่ประชาชนคุ้นเคยและประสบความสำเร็จทางการเมืองสูงมาก แต่ "ความป๊อปปูลาร์ ไม่ได้แปลว่าเป็นนโยบายที่ดีที่สุดเสมอไป" ภารกิจสำคัญของกระทรวงการคลังจึงไม่ใช่แค่การทำให้ประชาชนถูกใจ แต่คือการออกแบบนโยบายที่ช่วยร้านเล็กได้จริง ลดการกระจุกตัว กระตุ้นเศรษฐกิจได้คุ้มค่า และพาร้านค้าเข้าสู่ระบบได้อย่างยั่งยืน

