วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม 2569

Login
Login

'สนพ.' เร่งปิดแผน PDP ใหม่ ชี้ไทยยังเลิกเชื้อเพลิงฟอสซิลไม่ได้

'สนพ.' เร่งปิดแผน PDP ใหม่ ชี้ไทยยังเลิกเชื้อเพลิงฟอสซิลไม่ได้

นายวัชรินทร์ บุญฤทธิ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยในเวที THE BIG ISSUE ENERGY CRISIS NEW SOLUTIONS ทางออกวิกฤตพลังงานอย่างยั่งยืน จัดโดย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ขณะนี้การจัดทำร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2569-2593 หรือ PDP 2026 อยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดขั้นสุดท้าย โดย สนพ.ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนแล้ว และคาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้ ก่อนเสนอให้รัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

ทั้งนี้ หน่วยงานกำลังอยู่ระหว่างการปรับตัวเลขพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจ การลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ รวมถึงความต้องการใช้พลังงานในอนาคต ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการวางแผนกำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ

“การทำ PDP ไม่ใช่แค่กำหนดว่าจะสร้างโรงไฟฟ้าอะไรเพิ่ม แต่ต้องตอบให้ได้ว่า ประเทศไทยจะมีโครงสร้างพลังงานแบบใดจึงจะเหมาะสมที่สุด ทั้งในมิติของต้นทุน ความมั่นคง และความยั่งยืน ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยโมเดลวิเคราะห์ที่แม่นยำก่อนจะได้ตัวเลขสุดท้าย” นายวัชรินทร์ กล่าว

การออกแบบนโยบายพลังงานของประเทศในระยะต่อไป ต้องตั้งอยู่บนหลักสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ ความมั่นคงทางพลังงาน (Security) ความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (Sustainability) โดยเฉพาะประเด็นสิ่งแวดล้อมที่ปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมอีกต่อไป แต่กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและการค้าของโลก

นายวัชรินทร์ กล่าวยอมรับว่า ไทยยังไม่สามารถเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้ในช่วง 10-20 ปีข้างหน้า และการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน 100% ยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาอันใกล้ เนื่องจากระบบพลังงานต้องคำนึงถึงเสถียรภาพและความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานควบคู่กันไป

ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทยจะเป็นลักษณะค่อยเป็นค่อยไป โดยต้องมีการบริหารจัดการด้านปลายทางอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นจุดอ่อนสำคัญของประเทศในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นระบบคัดแยกขยะสำหรับโรงไฟฟ้าขยะ การจัดการแบตเตอรี่เสื่อมสภาพจากรถยนต์ไฟฟ้า หรือขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

สำหรับโครงสร้างพลังงานในอนาคตนั้น จะเป็นการผสมผสานพลังงานหลายประเภทเข้าด้วยกัน ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ไฮโดรเจน เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) พลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal) รวมถึงพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR เพื่อรองรับการแข่งขันทางเศรษฐกิจและเป้าหมายการลดคาร์บอนของประเทศ

'สนพ.' เร่งปิดแผน PDP ใหม่ ชี้ไทยยังเลิกเชื้อเพลิงฟอสซิลไม่ได้

โดยในส่วนของ Geothermal อาจจำเป็นต้องมีกลไกสนับสนุนในช่วงเริ่มต้น ขณะที่เชื้อเพลิงชีวภาพถือเป็นจุดแข็งของประเทศไทย เนื่องจากมีวัตถุดิบทางการเกษตรและเศษเหลือใช้จำนวนมากที่สามารถต่อยอดเป็นพลังงานได้

“อนาคตจะไม่ใช่พลังงานชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่จะเป็นการนำพลังงานหลายรูปแบบมาผสมผสานกัน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างต้นทุน ความมั่นคง และสิ่งแวดล้อม” นายวัชรินทร์ กล่าว

พร้อมกันนี้ ยังให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน และการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ หรือ Smart Grid ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญในการบริหารจัดการระบบไฟฟ้าที่มีพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การประหยัดพลังงานยังเป็นเรื่องที่สังคมไทยให้ความสำคัญน้อยเกินไป ทั้งที่ประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานสูงถึงปีละประมาณ 2 ล้านล้านบาท และหากสามารถประหยัดได้เพียง 5% จะช่วยลดต้นทุนของประเทศได้ถึง 100,000 ล้านบาทต่อปี

นายวัชรินทร์ ตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันคนไทยจำนวนไม่น้อยยังไม่ให้ความร่วมมือด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26 องศา การลดเวลาใช้แอร์วันละ 1 ชั่วโมง หรือการขับรถไม่เกิน 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งล้วนเป็นมาตรการง่ายๆ ที่ช่วยลดการใช้พลังงานได้อย่างมีนัยสำคัญ

ในประเด็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ Small Modular Reactor (SMR) นั้น นายวัชรินทร์ กล่าวว่า เทคโนโลยีดังกล่าวมีความน่าสนใจในฐานะพลังงานฐาน (Base Load) ที่จะเข้ามาเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในอนาคต ทดแทนก๊าซธรรมชาติและถ่านหินบางส่วน

แต่หัวใจสำคัญที่สุดของ SMR คือ ความปลอดภัยซึ่งจะต้องได้รับการยอมรับจากสังคม พร้อมกันนี้ยังมองว่า การพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์จะไม่ใช่เพียงเรื่องผลิตไฟฟ้า แต่ยังช่วยยกระดับองค์ความรู้และขีดความสามารถของบุคลากรไทยในระยะยาวด้วย

ทั้งนี้ โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่วิกฤติกลายเป็นความปกติใหม่ ไม่ว่าจะเป็นสงคราม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือวิกฤตราคาพลังงาน ดังเช่นกรณีสงครามยูเครนที่ยืดเยื้อมาหลายปี และส่งผลกระทบต่อระบบพลังงานทั่วโลก

ด้วยเหตุนี้ การวางแผนพลังงานหลังจากนี้จึงต้องมุ่งสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนได้อย่างต่อเนื่อง โดยเทคโนโลยี AI และระบบดิจิทัลจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงด้าน Cyber Security ที่จะกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของระบบพลังงานยุคใหม่ โดยเฉพาะอุปกรณ์เชื่อมต่อในระบบโซลาร์เซลล์ เช่น อินเวอร์เตอร์จากผู้ผลิตหลายค่ายทั่วโลก ซึ่งหากถูกโจมตีผ่านระบบอินเทอร์เน็ต อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพระบบไฟฟ้าของประเทศได้

นายวัชรินทร์ กล่าวว่า การขับเคลื่อนพลังงานแห่งอนาคตจะไม่สามารถทำได้ด้วยภาครัฐฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างจริงจังจากภาคเอกชนและประชาชน โดยสิ่งสำคัญที่สุดคือการลงมือทำจริงมากกว่าการพูดคุยเชิงนโยบายเพียงอย่างเดียว

"ภาครัฐมีหน้าที่สำคัญในการสร้างสมดุลระหว่างตัวแปรด้านพลังงานที่มีความซับซ้อน ทั้งต้นทุน ความมั่นคง และสิ่งแวดล้อม รวมถึงต้องสื่อสารข้อมูลด้านพลังงานบนพื้นฐานข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนที่อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาพลังงานสะอาดของประเทศในอนาคต"