สถาบันจัดอันดับเครดิตญี่ปุ่น R&I ประกาศคงเรตติ้งประเทศไทยที่ระดับ A- พร้อมคงมุมมองมีเสถียรภาพ ชี้ฐานะการเงินต่างประเทศแกร่ง ท่ามกลางความท้าทายจากวิกฤติพลังงานและหนี้ครัวเรือนสูง จับตารัฐบาลเร่งเครื่องนโยบาย “Thailand 10 Plus” ดึงลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต ดันจีดีพีขยายตัวทะลุ 3% ในระยะยาว
นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เปิดเผยว่า ในวันที่ 15 พ.ค. 2569 บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Rating and Investment Information, Inc. (R&I) ได้ประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ไว้ที่ระดับ A- และยังคงมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) ซึ่งการประเมินดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคที่ยังคงแข็งแกร่ง แม้จะต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงรอบด้านทั้งในและนอกประเทศ
ทาง R&I ได้ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยว่ายังมีศักยภาพในการขยายตัว โดยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริงขยายตัวได้ที่ 2.4% ในปี 2568 รับอานิสงส์จากภาคการส่งออกและดุลการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางบรรยากาศความไม่แน่นอนของสงครามการค้า
อย่างไรก็ดี การก้าวเข้าสู่ปี 2569 เศรษฐกิจไทยยังคงมีโจทย์ท้าทายรออยู่ ทั้งจากแรงกดดันด้านราคาพลังงานโลกที่พุ่งสูงขึ้นตามรอยร้าวในตะวันออกกลาง ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังกดทับกำลังซื้อ รวมถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างจากการเป็นสังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งอาจบั่นทอนแรงส่งของการบริโภคภายในประเทศ
สำหรับมิติทางด้านเสถียรภาพการคลังนั้น ระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ณ สิ้นเดือน ก.ย. 2568 ทรงตัวอยู่ที่ 64.7% ซึ่ง R&I เชื่อมั่นว่ารัฐบาลไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะบริหารจัดการหนี้ให้อยู่ในกรอบวินัยการคลังได้อย่างรัดกุม พร้อมทั้งดำเนินการตามแผนการคลังระยะปานกลาง เพื่อรีดการขาดดุลให้ต่ำกว่า 3% ของจีดีพีภายในปีงบประมาณ 2572
นอกจากนี้ โครงสร้างหนี้ส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในการออกพันธบัตรรัฐบาลในประเทศ ทำให้ความเสี่ยงด้านการระดมทุนอยู่ในวงจำกัด แต่หากวิกฤตราคาพลังงานลากยาว รัฐบาลอาจมีความจำเป็นต้องรื้อโครงสร้างการคลังเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการหั่นรายจ่ายภาครัฐ ปรับกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือแม้กระทั่งพิจารณาปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อรักษาความยั่งยืนทางการคลัง
ในขณะเดียวกัน แม้พื้นที่ทางการคลังจะมีอยู่อย่างจำกัด แต่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือยังมองเห็นแสงสว่างจากความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่พยายามผลักดันนโยบาย “Thailand 10 Plus” เพื่อใช้เป็นแม่เหล็กดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และยานยนต์ไฟฟ้า การขับเคลื่อนมาตรการเหล่านี้ควบคู่ไปกับการกระตุ้นการบริโภค จะเป็นเครื่องยนต์ตัวใหม่ที่ช่วยดันจีดีพีไทยให้เติบโตทะลุ 3% ได้ในอนาคต ประกอบกับภาคการเงินต่างประเทศของไทยที่แข็งแกร่งประดุจกำแพงเหล็ก ดุลบัญชีเดินสะพัดยังคงเกินดุลจากรายได้ท่องเที่ยวและการส่งออก ขณะที่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงปรี๊ดทิ้งห่างภาระหนี้ต่างประเทศ ทำให้ประเทศแทบไม่มีความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง
นางจินดารัตน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ผลการจัดอันดับในครั้งนี้เป็นการยืนยันความเชื่อมั่นต่อนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ยึดหลักวินัยการคลังและความโปร่งใส ทั้งนี้ ปัจจัยชี้ชะตาที่ R&I จะจับตามองอย่างใกล้ชิดสำหรับการประเมินเรตติ้งในรอบถัดไป คือผลสัมฤทธิ์ของการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการทลายข้อจำกัดเดิมๆ และยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยทั้งในระยะสั้นและระยะยาวต่อไป





