เจาะลึกรายงาน Moody's Ratings หลังปรับมุมมองไทยสู่ระดับมีเสถียรภาพ เปิดเงื่อนไขสำคัญชี้ขาดโอกาส "อัปเกรด" หรือ "หั่น" อันดับเครดิตในระยะต่อไป ชี้กุญแจสำคัญอยู่ที่การปฏิรูปโครงสร้าง ดันเศรษฐกิจโตแกร่ง และคุมหนี้สาธารณะ ท่ามกลางความท้าทายจีดีพีปี 2569 ส่อโตเพียง 1.5% และหนี้จ่อทะลุ 60%
หลังจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก Moody's Ratings ได้แจ้งข่าวดีในการปรับมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ของประเทศไทยจากเชิงลบขึ้นมาสู่ระดับมีเสถียรภาพ พร้อมคงอันดับเครดิตไว้ที่ Baa1 เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา โดยภายในรายงานของมูดี้ส์ยังได้ระบุเงื่อนไขสำคัญที่รัฐบาลและนักลงทุนต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะเป็นตัวแปรชี้ชะตาว่าประเทศไทยจะได้รับการปรับเพิ่ม (Upgrade) หรือถูกปรับลด (Downgrade) อันดับความน่าเชื่อถือในระยะข้างหน้า
สำหรับโอกาสที่ประเทศไทยจะได้รับการพิจารณาปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือนั้น มูดี้ส์ระบุเงื่อนไขไว้อย่างชัดเจนว่า เศรษฐกิจไทยจะต้องสามารถยกระดับแนวโน้มการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและเป็นรูปธรรม ควบคู่ไปกับการลดภาระหนี้สาธารณะของรัฐบาลลงได้อย่างต่อเนื่อง
โดยปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญที่จะนำไปสู่เป้าหมายดังกล่าว คือการมีความคืบหน้าอย่างเป็นนัยสำคัญในการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการคลัง ซึ่งการปฏิรูปทั้งหมดนี้จะต้องได้รับการสนับสนุนจากสภาพแวดล้อมทางการเมืองที่มีเสถียรภาพ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการเติบโตและยกระดับความสามารถในการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐในระยะยาว
ในทางกลับกัน ประเทศไทยยังมีปัจจัยความท้าทายหลายประการที่อาจเป็นตัวฉุดรั้งให้มูดี้ส์ต้องพิจารณาหั่นอันดับเครดิตลงเช่นกัน โดยเฉพาะความเสี่ยงหากแนวโน้มการเติบโตและสถานะทางการคลังของไทยอ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญจนเกินกว่าที่ประเมินไว้ รวมถึงกรณีที่ตัวชี้วัดด้านความน่าเชื่อถือทรุดโทรมลงอย่างหนักจนอยู่ในระดับที่แย่กว่าประเทศอื่นในกลุ่มเรตติ้งเดียวกัน
ตลอดจนการที่รัฐบาลยังคงมีความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาความอ่อนแอเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง และการเผชิญกับปัจจัยกระทบจากภายนอกที่รุนแรงจนส่งผลกระทบต่อไทยมากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน
เมื่อประเมินจากบริบทสถานการณ์ปัจจุบัน แม้มูดี้ส์จะมองว่าประเทศไทยมีความเสี่ยงลดลงจากประเด็นกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกาและมีเสถียรภาพทางการเมืองที่ดีขึ้นหลังการเลือกตั้ง แต่ไทยยังคงเผชิญความท้าทายจากการเติบโตของเศรษฐกิจที่อ่อนแอ โดยมูดี้ส์คาดการณ์ว่าจีดีพีของไทยจะขยายตัวได้เพียง 1.5% ในปี 2569 และขยับขึ้นเล็กน้อยที่ 2.2% ในปี 2570
นอกจากนี้ ภาระหนี้สาธารณะยังมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาและการขาดมาตรการจัดเก็บรายได้ใหม่ๆ ที่เป็นชิ้นเป็นอัน
โดยมูดี้ส์ประเมินว่าหนี้รัฐบาลจะทะยานแตะระดับ 60% ต่อจีดีพีในปีงบประมาณ 2569 และเพิ่มเป็น 62% ในปี 2571 ซึ่งถือเป็นระดับที่อ่อนแอกว่ากลุ่มประเทศที่มีอันดับเครดิตเดียวกัน
ทิศทางเศรษฐกิจไทยนับจากนี้จึงแขวนอยู่บนความสามารถและวิสัยทัศน์ของรัฐบาล ในการเร่งผลักดันนโยบายเพื่อลดหนี้และกระตุ้นการเติบโตอย่างยั่งยืนให้เกิดขึ้นจริง





