นับเป็น “ข่าวเซอร์ไพร์ส” ใน “เชิงบวก” ของประเทศไทย หลังจากที่เมื่อวานนี้(21เม.ย.) มูดี้ส์ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ หรือ “เครดิตเรตติ้ง” ระดับโลกได้ปรับแนวโน้มความน่าเชื่อถือ(Outlook) ของรัฐบาลไทยจาก “เชิงลบ” มาเป็น “เสถียรภาพ” พร้อมกับคงอันดับความน่าเชื่อถือไว้ที่ Baa1
ซึ่งต้องบอกว่าเป็น “สัญญาณบวก” ที่สะท้อนว่า เศรษฐกิจไทยอาจผ่านพ้นจุดเปราะบางสุดไปแล้ว การปรับมุมมองครั้งนี้ได้ปัจจัยหนุนจากความเสี่ยงภายนอกที่ลดลง โดยเฉพาะกำแพงภาษีสหรัฐที่แรงกดดันลดลง ในขณะที่การส่งออกของไทยปี 2568 ขยายตัวได้ถึง 11.9% จากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก
อีกปัจจัยซึ่งทำให้ มูดี้ส์ ตัดสินใจขยับ Outlook ไทยขึ้นไปเท่ากับเมื่อต้นปีที่แล้ว คือ ความชัดเจนทางการเมือง โดย มูดี้ส์ มองว่า การจัดตั้งรัฐบาลผสมที่มีเสียงข้างมากในสภาช่วยลดความผันผวนทางการเมืองและเพิ่มโอกาสในการดำเนินนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันไทยยังเริ่มเห็นการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนอย่างมีนัยสำคัญ โดยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2568 เติบโตสูงถึง 66% ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และเป็นขับเคลื่อนสำคัญที่จะช่วยพยุงเศรษฐกิจในระยะยาว
แต่เราเองก็ไม่ควรประมาทเกินไป เพราะภายใต้ความกังวลที่ลดลง ไทยยังคงต้องเผชิญกับ “ภาวะเศรษฐกิจโตต่ำ” โดย มูดี้ส์ คาดการณ์ว่า GDP ของไทยในปี 2569 จะเติบโตเพียง 1.5% และในปี 2570 ก็อาจจะโตได้เพียงแค่ 2.2% ถือว่าค่อนข้างต่ำ ปัญหานี้มีรากฐานมาจากโครงสร้างที่อ่อนแอ ทั้งการขาดขีดความสามารถในการแข่งขัน หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนฉุดรั้งศักยภาพการเติบโตของประเทศให้ลดลงจาก 3% ในช่วงก่อนโควิด-19 เหลือเพียงประมาณ 2.5%
ในด้านการคลัง แม้รัฐบาลจะมี ภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น แต่ไทยยังคงมีความแข็งแกร่งในการบริหารจัดการหนี้ เนื่องจากโครงสร้างหนี้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศอยู่ในระดับต่ำและตลาดทุนในประเทศที่มีความลึก ทำให้รัฐบาลยังสามารถกู้ยืมเงินได้ในต้นทุนที่ต่ำ ประกอบกับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่ยังคงอยู่ในระดับสูงถึง 2.38 หมื่นล้านดอลลาร์ (ณ มีนาคม 2569) ซึ่งเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงจากภายนอกได้เป็นอย่างดี
การรักษาอันดับเครดิตไว้ที่ Baa1 ได้ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจโลกที่ดูทวีความรุนแรงมากขึ้น นับเป็นการยืนยันถึงความยืดหยุ่น (Resiliency) ของสถาบันทางการเงินและนโยบายของไทย แต่เราอยากเน้นย้ำว่า “เสถียรภาพ” ไม่ใช่ “ความมั่งคั่ง” หากรัฐบาลไม่สามารถเปลี่ยนผ่านนโยบายไปสู่การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจังตามที่ได้แถลงไว้ ทั้งการปฏิรูปกฎระเบียบและการเปิดเสรีภาคพลังงาน ไทยอาจติดอยู่ในกับดักการเติบโตต่ำเช่นนี้ต่อไป ...ถึงเวลานั้น Outlook ไทยอาจถูกหั่นสู่เชิงลบเหมือนเดิมก็เป็นได้!





