ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ และอิหร่านที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ก.พ. 2569 ได้ขยายวงกว้าง จนนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค. 2569 ส่งผลกระทบรุนแรงต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานและ ปิโตรเคมีโลก
เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก โดยมีสัดส่วน 34% ของการค้าน้ำมันดิบทั่วโลก และ 20% ของการค้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ทั่วโลก นอกจากนี้ ช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งแนฟทา (Naphtha) ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเม็ดพลาสติกสูงถึง 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือเกือบ 40% ของการค้าแนฟทาทั่วโลก โดยขนส่งแนฟทาไปเอเชียสูงถึงราว 60-80% ของความต้องการนำเข้าแนฟทาของเอเชีย
สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีและภาคการผลิตของไทย โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นฐานการผลิตของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีครบวงจร ที่มีกำลังการผลิตปิโตรเคมีราว 30-32 ล้านตันต่อปี คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 90% ของกำลังการผลิตทั้งหมดของไทย โดยสงครามตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบผ่าน 3 มิติหลัก ได้แก่
1) การขาดแคลนวัตถุดิบ เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าแนฟทาจากตะวันออกกลางสูงถึง 90% ของการนำเข้าแนฟทาทั้งหมด ดังนั้น การนำเข้าแนฟทาจากตะวันออกกลางที่หยุดชะงัก ทำให้บริษัทปิโตรเคมีขั้นต้นใน EEC หลายแห่งต้องปรับลดกำลังการผลิตลงเฉลี่ย 25-30% และบางโรงงานหยุดการผลิตชั่วคราว ส่งผลให้อุปทานเม็ดพลาสติกในประเทศตึงตัว ซึ่งจะกระทบต่ออุตสาหกรรมปลายน้ำ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่มีปริมาณการใช้เม็ดพลาสติกราว 2.4 ล้านตัน หรือราว 40% ของการใช้เม็ดพลาสติกภายในประเทศ และกระทบต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมที่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก เช่น อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม อุตสาหกรรมการแพทย์ เป็นต้น
2) การเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิต สงครามตะวันออกกลางทำให้ต้นทุนแนฟทาและต้นทุนพลังงาน (น้ำมันและไฟฟ้า) เพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ผลิตอาจส่งผ่านภาระต้นทุนไปยังราคาขายได้จำกัด ซึ่งจะกดดันต่ออัตรากำไรของผู้ประกอบการ
3) การลดลงของความสามารถในการแข่งขัน ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทยอาจเสียเปรียบประเทศคู่แข่งที่มีความมั่นคงด้านวัตถุดิบหรือได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางค่อนข้างจำกัด เช่น จีน เป็นต้น
Krungthai COMPASS แนะนำ ในระยะสั้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารความเสี่ยงด้านวัตถุดิบและต้นทุน โดยกระจายแหล่งจัดซื้อวัตถุดิบ และทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Forward contracts) เพื่อลดความผันผวนของราคา ส่วนในระยะยาว ผู้ประกอบการควรยกระดับสู่อุตสาหกรรมสีเขียว โดยพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับและการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเร่งขยายการผลิตเม็ดพลาสติกที่มีมูลค่าสูง เช่น เม็ดพลาสติกชีวภาพ เม็ดพลาสติก รีไซเคิล และเม็ดพลาสติกเฉพาะทาง (Specialty) เป็นต้น ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศ รวมทั้งยังช่วยลดการแข่งขันด้านราคากับเม็ดพลาสติกจากจีนที่มีราคาถูก ขณะที่ภาครัฐสามารถเสริมสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบ โดยเร่งเจรจานำเข้าแนฟทาจากแหล่งอื่น เช่น อินเดีย รัสเซีย มาเลเซีย เป็นต้น ควบคู่ไปกับสนับสนุนการใช้พลาสติกชีวภาพและพลาสติกรีไซเคิล รวมถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคัดแยกและรีไซเคิล เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบที่สูง และยกระดับศักยภาพของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยในระยะยาว

