วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

‘เอกนิติ’ ปักธงปี 69 ลุ้นจีดีพีโตแตะ 3% พลัส เร่งโมเมนตัมลงทุน

“เอกนิติ” ตั้งเป้าหมายผลักดัน GDP ปี 2569 ให้เติบโตแตะระดับ 3% (3 Plus) อาศัยโมเมนตัมจากการลงทุนที่ขยายตัวสูงถึง 8.1% ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 เป็นแรงส่งสำคัญต่อเนื่อง

KEY POINTS

  • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ตั้งเป้าหมายผลักดันเศรษฐกิจไทย (GDP) ในปี 2569 ให้เติบโตแตะระดับ 3% (3 Plus)
  • อาศัยโมเมนตัมจากการลงทุนที่ขยายตัวสูงถึง 8.1% ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 เป็นแรงส่งสำคัญต่อเนื่อง
  • การตั้งเป้าหมายดังกล่าวมาจากพื้นฐานเศรษฐกิจปี 2568 ที่ฟื้นตัวชัดเจนและเติบโต 2.4% สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้

วันที่ 16 ก.พ. 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากโมเมนตัมเศรษฐกิจที่ดีเกินคาดในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ประกอบกับผลสัมฤทธิ์ของนโยบาย Quick Big Win ที่รัฐบาลได้ดำเนินการ จะเป็นแรงส่งสำคัญให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2569 กระทรวงการคลังได้คาดการณ์ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) พื้นฐานไว้ที่ 2% ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำที่สามารถทำได้แน่นอน โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันให้จีดีพีเติบโตในระดับ 3% (3 Plus) 

ทั้งนี้ มองว่าโมเมนตัมจากการลงทุนในช่วงปลายปีที่ผ่านมาจะเป็นแรงส่งสำคัญ ประกอบกับการเตรียมเสนอแก้กฎหมายถาวรเพื่อปลดล็อกอุปสรรคทางการค้าและการลงทุนร่วมกับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี เพื่อให้เม็ดเงินไหลลงสู่ระบบเศรษฐกิจ

 

นายเอกนิติ ยอมรับว่า ยังมีความท้าทายสำคัญที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด จากปัจจัยภายนอกที่มีความผันผวนสูงมาก ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญร่วมกัน แต่รัฐบาลเชื่อมั่นว่าหากโมเมนตัมการฟื้นตัวภายในประเทศยังแข็งแกร่งเช่นนี้ จะช่วยให้ไทยรับมือกับแรงเสียดทานจากภายนอกได้

"เปรียบเทียบเศรษฐกิจไทยวันนี้เหมือนผู้ป่วยที่ออกจากห้อง ICU แล้ว โจทย์ต่อไปของหมอเอกคือ ต้องทำกายภาพบำบัด สร้างกล้ามเนื้อให้ร่างกายกลับมาแข็งแรง เพื่อให้พร้อมกลับมาวิ่งแข่งขันได้เต็มศักยภาพอีกครั้ง" นายเอกนิติ กล่าว

ล่าสุด สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ขยายตัวถึง 2.5% ซึ่งสูงกว่าที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สสค.) เคยคาดการณ์ไว้ที่ 1.8% ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยตลอดทั้งปี 2568 เติบโตที่ระดับ 2.4% พลิกฟื้นจากต้นปีที่เคยคาดว่าจะขยายตัวเพียง 0.3% ถือเป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าเศรษฐกิจไทยได้หลุดพ้นจากหล่มแล้ว

โดยภาพรวมเศรษฐกิจปี 2568 มีเม็ดเงินรายได้ประชาชาติ หรือ Nominal GDP มูลค่าเกือบแตะระดับ 19 ล้านล้านบาท (ประมาณ 18.97 ล้านล้านบาท) ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ประมาณ 300,000 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนว่ามีเม็ดเงินหมุนเวียนจริงในมือประชาชนและระบบเศรษฐกิจมากกว่าที่ประเมินไว้เดิม

นายเอกนิติ กล่าวถึงปัจจัยสนับสนุนสำคัญในไตรมาสสุดท้ายว่า มาจากการขับเคลื่อนของเครื่องยนต์เศรษฐกิจทั้งการบริโภคและการลงทุน โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวถึง 3.3% ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเมื่อเทียบกับสามไตรมาสแรก เป็นผลสัมฤทธิ์จากมาตรการ "Quick Big Win" ของรัฐบาล อาทิ โครงการคนละครึ่พลัส และมาตรการเที่ยวดีมีคืน การเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ช่วยเติมกำลังซื้อให้ระบบเศรษฐกิจและกระจายรายได้สู่ฐานราก

“ภาพเศรษฐกิจไตรมาสสี่ที่ขยายตัวได้มากกว่าที่คาดการณ์ ส่วนหนึ่งมาจากความเชื่อมั่นของภาคประชาชนด้วย โดยดัชนีความเชื่อมั่นภาคเอกชนเองสะท้อนความเชื่อมั่นที่ดีขึ้น รวมถึงตลาดหลักทรัพย์ฯ”

นอกจากนี้ อีกหนึ่งเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่สำคัญคือภาคการลงทุน โดยการลงทุนรวมของประเทศในไตรมาส 4 พุ่งสูงถึง 8.1% ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในรอบปี โดยมีภาครัฐเป็นแกนนำเร่งการเบิกจ่ายจนการลงทุนภาครัฐขยายตัวถึง 13% ส่งผลให้เกิดแรงดึงดูดภาคเอกชนให้ลงทุนตามจนขยายตัวกว่า 6% สะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนเริ่มกลับมา และมาตรการดึงดูดการลงทุนอย่าง BOI Fast Pass ที่เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม

นายเอกนิติ ยืนยันว่า การฟื้นตัวครั้งนี้ไม่ได้มาจากการกู้เงินเพิ่มหรือขยายเพดานขาดดุล แต่เป็นการบริหารจัดการภายใต้กรอบงบประมาณเดิมอย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุด โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยอุดรูรั่วไหลในโครงการสวัสดิการต่างๆ

ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดยังคงเกินดุลอยู่ที่ประมาณ 3.1% ของ GDP ซึ่งแสดงถึงเสถียรภาพทางการเงินที่แข็งแกร่งในสายตาต่างชาติ ซึ่งความแข็งแกร่งทางการคลังนี้ได้รับการยืนยันจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่าง S&P ที่ยังคงเชื่อมั่นในเสถียรภาพของไทย