วันเสาร์ ที่ 3 ตุลาคม 2569

Login
Login

อบก. ชวนมองป่าชุมชนให้ไกลกว่าคาร์บอน เปิด 5 คุณค่าจากผืนป่าสู่คนรุ่นใหม่

"อบก." ชวนมอง "ป่าชุมชน" ให้ไกลกว่าคาร์บอนเครดิต พร้อมเปิด 5 คุณค่าจากผืนป่าสู่คนรุ่นใหม่

การดูแล ป่าชุมชน ไม่ได้สร้างประโยชน์เพียงการเพิ่มแหล่งกักเก็บคาร์บอน แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงระบบนิเวศ เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และความเข้มแข็งของคนในพื้นที่ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. (TGO) ระบุว่า โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภายใต้มาตรฐาน T-VER สามารถก่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วม นอกเหนือจากการลดหรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจก ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ โดยแบ่งออกเป็น 5 มิติสำคัญ คือ

1. ได้ป่าที่สมบูรณ์ขึ้น: การรักษาและฟื้นฟูป่าชุมชนช่วยเพิ่ม พื้นที่สีเขียว และรักษาระบบนิเวศ ขณะเดียวกันพื้นที่ป่ายังทำหน้าที่เป็นแหล่งดูดซับและกักเก็บก๊าซเรือนกระจก

ผลประโยชน์ร่วมของโครงการ T-VER สามารถครอบคลุมการเพิ่มพื้นที่สีเขียว การลดมลพิษ และประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ นอกเหนือจากผลการลดหรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจกโดยตรง

สำหรับโครงการด้านป่าไม้ของ T-VER ปัจจุบันมีการขึ้นทะเบียนทั้งโครงการปลูกป่า ฟื้นฟูป่า และโครงการที่มุ่งเพิ่มแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สะท้อนบทบาทของพื้นที่ป่าในฐานะโครงสร้างพื้นฐานทางธรรมชาติสำหรับการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ

2. ได้ช่วยลดโลกร้อน: ต้นไม้และระบบนิเวศป่าเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ การรักษาผืนป่าและเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนจึงเป็นส่วนหนึ่งของการลดก๊าซเรือนกระจก

อบก. พัฒนามาตรฐาน T-VER เพื่อสนับสนุนให้เกิดการลดและการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทย โดย คาร์บอนเครดิต ที่เกิดขึ้นจากโครงการที่ผ่านการรับรองสามารถนำไปซื้อขายในตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจในประเทศได้

ในกลุ่มโครงการป่าไม้ มีทั้งการปลูกป่าและการฟื้นฟูพื้นที่เพื่อเพิ่มแหล่งดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ เช่น โครงการปลูกป่าชายเลนใน 3 จังหวัดภาคใต้ พื้นที่กว่า 4,007 ไร่ ซึ่ง อบก. ขึ้นทะเบียนภายใต้มาตรฐาน T-VER และประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลดได้เฉลี่ย 11,019 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

3. ได้โอกาสสร้างรายได้: คาร์บอนเครดิต เป็นอีกกลไกที่สามารถเปลี่ยนคุณค่าจากการดูแลป่าให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ เมื่อโครงการดำเนินการตามหลักเกณฑ์ของมาตรฐานและสามารถออกคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรอง

T-VER สามารถก่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วม เช่น การเพิ่มรายได้แก่ชุมชน และเปิดโอกาสให้นำคาร์บอนเครดิตที่เกิดขึ้นจากโครงการไปจำหน่ายในตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของประเทศ

อย่างไรก็ตาม รายได้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติจากการมีป่า แต่ต้องผ่านกระบวนการพัฒนาโครงการ การตรวจสอบ และการรับรองตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องก่อน จึงจะสามารถนำคาร์บอนเครดิตไปใช้ประโยชน์หรือซื้อขายได้

4. ได้ชุมชนที่เข้มแข็ง: การทำ ป่าชุมชน ให้เกิดผลในระยะยาวต้องอาศัยคนในพื้นที่เป็นผู้ดูแล ตั้งแต่การวางแผน การกำหนดกติกาการใช้ประโยชน์จากป่า การเฝ้าระวังและป้องกันไฟป่า ไปจนถึงการติดตามดูแลพื้นที่

ข้อมูลในรายงานการประเมินผลประโยชน์ร่วม (Co-benefits) ของโครงการ T-VER แสดงให้เห็นว่า กระบวนการพัฒนาโครงการป่าชุมชนสามารถนำไปสู่การฝึกอบรมสมาชิก การวางแผนจัดการป่า และการส่งเสริมให้ชุมชนร่วมกันดูแลและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

ตัวอย่างหนึ่งคือโครงการป่าชุมชนอำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี และอำเภอคลองลานกับอำเภอปางศิลาทอง จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตจาก อบก. ในปีงบประมาณ 2569 รวมกว่า 20,996 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในการรับรองครั้งดังกล่าว

5. ได้มรดกสีเขียวส่งต่อคนรุ่นใหม่: คุณค่าของ ป่าชุมชน ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ เพราะการดูแลป่าอย่างต่อเนื่องคือการรักษาต้นทุนทางธรรมชาติให้คงอยู่ในระยะยาว ทั้งพื้นที่สีเขียว แหล่งทรัพยากร ระบบนิเวศ และองค์ความรู้ด้านการจัดการป่าของชุมชน

อบก. ชวนมองป่าชุมชนให้ไกลกว่าคาร์บอน เปิด 5 คุณค่าจากผืนป่าสู่คนรุ่นใหม่

รายงาน Co-benefits ของโครงการป่าชุมชนที่ขึ้นทะเบียนกับ T-VER สะท้อนบทบาทของการถ่ายทอดความรู้ให้สมาชิกในชุมชน ทั้งการใช้ประโยชน์จากป่า การบริหารจัดการ และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ซึ่งช่วยให้การดูแลป่าไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมของคนรุ่นปัจจุบัน แต่สามารถต่อยอดเป็นองค์ความรู้ของชุมชนในระยะยาว

ดังนั้น "คุณค่าของป่าชุมชน" จึงไม่ได้วัดด้วย คาร์บอนเครดิต เพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมตั้งแต่ป่าที่สมบูรณ์ขึ้น การมีส่วนร่วมในการ ลดโลกร้อน โอกาสทางเศรษฐกิจ ความเข้มแข็งของชุมชน ไปจนถึงการรักษาต้นทุนทางธรรมชาติไว้ให้คนรุ่นต่อไป

"MORE THAN CARBON" จึงหมายถึงการมองป่าชุมชนให้ไกลกว่าคาร์บอน เพราะทุกต้นไม้ที่ได้รับการดูแลสามารถสร้างคุณค่าร่วมกลับคืนสู่ทั้งสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม รักษาป่าวันนี้ สร้างคุณค่าให้ชุมชนในวันนี้ และส่งต่ออนาคตให้คนรุ่นต่อไป

ที่มา: องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)