วันพุธ ที่ 28 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘สหประชาชาติ’ ยอมรับอุณหภูมิโลกเกิน 1.5°C แน่นอน คาดทะลุ 1.8°C ภายในปี 2100 

สหประชาชาติ ระบุไม่สามารถคุมอุณหภูมิโลกร้อนให้ร้อนไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียสก่อนยุคอุตสาหกรรมได้แล้ว คาดอุณหภูมิจะทะลุเพดานสู่ 1.7–1.8 องศาเซลเซียสก่อนปี 2100 ทุกประเทศต้องเร่งลดก๊าซเรือนกระจกลง 18% ภายในปี 2030 เพื่อดึงอุณหภูมิกลับลงมาโดยเร็วที่สุด

KEY POINTS

  • โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ประกาศว่าโลกไม่สามารถบรรลุเป้าหมายจำกัดอุณหภูมิไม่ให้สูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียสได้อีกต่อไป และจะทะลุเกณฑ์ดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
  • มีการคาดการณ์ว่าอุณหภูมิโลกจะพุ่งขึ้นสูงสุดที่ประมาณ 1.7-1.8 องศาเซลเซียสในช่วงกลางศตวรรษนี้ ก่อนจะมีโอกาสราว 50% ที่จะลดกลับลงมาต่ำกว่า 1.5 องศาได้ภายในปี 2100
  • นโยบายลดก๊าซเรือนกระจกของชาติต่างๆ ในปัจจุบันยังห่างไกลจากเป้าหมายอย่างมาก และหากไม่มีการเปลี่ยนแปลง อาจทำให้อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงถึง 2.8 องศาเซลเซียส
  • แม้จะทะลุเป้าหมาย 1.5 องศา แต่ยังมีความหวังที่จะดึงอุณหภูมิกลับลงมาได้ หากมีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมหาศาลและรวดเร็ว รวมถึงเร่งเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียน

โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ประกาศอย่างเป็นทางการว่า เราไม่สามารถรักษาอุณหภูมิของโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม ตามความตกลงปารีสได้อีกต่อไป พร้อมระบุว่าโลกของเราใกล้จะมีอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นทะลุเกิน 1.5 องศาเซลเซียส โดยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

ตามข้อมูลจากรายงาน Emissions Gap Report 2026: The Point of Return ที่จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการประชุม COP31 ชี้ให้เห็นว่า นโยบายและการดำเนินงานของชาติต่าง ๆ ในปัจจุบันยังห่างไกลจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ในความตกลงปารีสอย่างรุนแรง

รายงานระบุว่า ภายใต้ฉากทัศน์ที่ลดก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะยังคงพุ่งสูงขึ้นจนแตะระดับสูงสุดที่ประมาณ 1.7-1.8 องศาเซลเซียส ในช่วงกลางศตวรรษนี้ โดยมีโอกาสประมาณ 50% ที่อุณหภูมิจะกลับลงมาให้อยู่ในระดับไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียสได้ภายในปี 2100 

ทั้งนี้ การจะดึงอุณหภูมิกลับลงมาไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส จำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกลง 18% ภายในปี 2030 จากนั้นภายในปี 2035 ต้องลดลง 45% และลดลงร้อยละ 69 ภายในปี 2040 เมื่อเทียบกับระดับการปล่อยในปี 2025 ซึ่งคิดเป็นอัตราการลดลงเฉลี่ยสูงถึง 5.7% ต่อปีในช่วงทศวรรษหน้า

อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ยังคงมีความหวัง โดยกล่าวว่า “การอุณหภูมิสูงทะลุเพดาน ไม่ได้หมายความว่าเรายอมจำนน เรายังคงสามารถจำกัดให้การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมินี้เกิดขึ้นน้อยที่สุดและสั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และดึงอุณหภูมิกลับมาต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียสก่อนสิ้นศตวรรษนี้”

ขณะที่ อิงเกอร์ แอนเดอร์เซน ผู้อำนวยการบริหารโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) เตือนว่า “ทุก ๆ เศษเสี้ยวของอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น และทุก ๆ ปีที่ร้อนเกิน 1.5 องศาเซลเซียส จะยิ่งเพิ่มผลกระทบและความเสี่ยงทางภูมิอากาศ เช่น คลื่นความร้อน ไฟป่า และน้ำท่วมอันตราย แต่เรายังสามารถทำให้ช่วงเวลาที่อุณหภูมิเกินเพดานนั้นสั้นที่สุด”

ทว่า “การมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด” หรือ NDCs (Nationally Determined Contributions) ที่แต่ละประเทศกำหนดเองในปัจจุบัน จะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เพียง 5-8% ภายในปี 2030 เท่านั้น ซึ่งหากประเทศต่าง ๆ ดำเนินนโยบายตามที่เป็นอยู่เดิม อุณหภูมิโลกอาจเพิ่มสูงขึ้นถึง 2.8 องศาเซลเซียสภายในสิ้นศตวรรษนี้

สถานการณ์ยิ่งย่ำแย่ลงไปอีก หลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้พาสหรัฐถอนตัวออกจากความตกลงปารีส ส่งผลให้สหรัฐมีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นมากที่สุดในปี 2025 เนื่องจากผ่อนคลายนโยบายสิ่งแวดล้อม เพื่อผลักดันให้ใช้ถ่านหินมากยิ่งขึ้น ตลอดจนความต้องการไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นจากดาต้าเซ็นเตอร์

บิล แฮร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารแห่งสถาบันวิเคราะห์ภูมิอากาศ Climate Analytics หนึ่งในผู้ร่วมจัดทำรายงาน ได้ให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า “ข้อสรุปสำคัญนั้นง่ายมาก นั่นคือรัฐบาลทั่วโลกต้องเร่งบังคับใช้นโยบายที่ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้”

เมื่อโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส แม้เพียงชั่วคราว ก่อให้เกิดความเสี่ยงรุนแรงที่จะย้อนกลับไม่ได้ เพราะถือเป็นการก้าวข้าม “จุดพลิกผัน” ทางธรรมชาติ เช่น การสูญพันธุ์ของแนวปะการังน้ำอุ่นอย่างถาวร การละลายของแผ่นน้ำแข็งขั้วโลก และการเปลี่ยนสภาพของป่าฝนแอมะซอนไปเป็นทุ่งหญ้า

ไมเคิล แมนน์ นักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศจาก มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ชี้ให้เห็นถึงความเสียหายเชิงเศรษฐกิจและชีวิตมนุษย์ว่า “ทุก ๆ 0.1 องศาเซลเซียสที่เพิ่มขึ้น จะลด GDP ลงถาวรราว 1.2% หรือคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี และผลักประชากรอีกกว่า 140 ล้านคนเข้าสู่ภาวะสภาพอากาศร้อนจัดที่เป็นอันตรายถึงชีวิต”

นอกจากจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงแล้ว ยังจำเป็นต้องดึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศ และนำไปกักเก็บไว้อย่างถาวรในปริมาณประมาณ 320 กิกะตัน ภายในช่วงศตวรรษนี้ ซึ่งเทียบเท่ากับปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลกตลอดระยะเวลาประมาณ 8 ปี หากอ้างอิงจากระดับการปล่อยในปี 2024 แต่ด้วยปัญหาเศรษฐกิจและข้อจำกัดทางเทคโนโลยี ทำให้โอกาสที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวมีความไม่แน่นอนสูง

อย่างไรก็ดี รายงาน UNEP ยังคงชี้ให้เห็นว่า พลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนทั่วโลกขยายตัวเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ในปี 2015 ถึง 3 เท่า โดยเฉพาะกำลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ ที่เติบโตรวดเร็วถึง 7 เท่า ซึ่งช่วยชะลอการเติบโตของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาพรวม

เพื่อให้โลกยังคงอยู่ในเส้นทางดึงอุณหภูมิกลับ ชาติต่าง ๆ จะต้องขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 3 เท่าภายในปี 2035 พร้อมทั้งปรับลดการใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าลง 75% และยุติการใช้ถ่านหินทั่วโลกโดยสิ้นเชิงภายในปี 2040


ที่มา: Inside Climate News, CNN, DW