วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

“โลกร้อน” นั้นใกล้ตัว | วรากรณ์ สามโกเศศ

ปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก (Climate Change) เป็นเรื่องที่คนไทยเราดูจะไม่ “อิน” เท่าใด รู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว หาก โลกร้อน ขึ้นก็ใช้เครื่องปรับอากาศหรืออยู่แต่ในบ้านก็หมดปัญหาไปแล้ว

แต่ความจริงนั้นปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกเป็นเรื่องใกล้ตัวมาก ๆ และดูจะรุนแรงขึ้นทุกที  การประชุมของสหประชาชาติครั้งสำคัญที่เรียกว่า COP26 ที่อังกฤษเมื่อเร็ว ๆ นี้เป็นหลักฐานว่าขณะนี้ทั่วโลกกำลังตื่นตัวเพียงใด    วันนี้ผู้เขียนขอขยายความว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวใกล้ตัวเรามากอย่างไร
        ก๊าซเรือนกระจก (GHG-Green House Gas) เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก กล่าวคือโดยปกติโลกเรามีกลไกธรรมชาติที่ควบคุมภูมิอากาศโลกโดยควบคุมให้อุณหภูมิของโลกโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 15 องศาเซลเซียส  โลกจึงเป็นดาวเคราะห์ที่สามารถอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตได้  หากปราศจากกลไกที่มีชื่อว่า “ปรากฏการณ์เรือนกระจก”    แล้วอุณหภูมิของโลกจะมีค่าประมาณ -18 องศาเซลเซียส
        โลกเรามีชั้นบรรยากาศที่ห่อหุ้มโลกไว้  ในเวลากลางวันรังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์จะถูกดูดซับโดยผิวโลกซึ่งทำให้พื้นผิวโลกอุ่นขึ้นและบางส่วนถูกสะท้อนออกไปในบรรยากาศสูงของโลก       ในเวลากลางคืนเมื่อพื้นผิวโลกเย็นลง   ความร้อนก็จะถูกปล่อยกลับสู่บรรยากาศ   แต่ความร้อนบางส่วนจะถูกสิ่งที่เรียกว่าก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศกักเก็บไว้  ทำให้พื้นผิวโลกมีความอบอุ่นแม้ในเวลากลางคืน

ความสมดุลที่สร้างขึ้นโดยก๊าซเรือนกระจกดำรงอยู่ได้ตราบที่ไม่มีก๊าซเรือนกระจกมากเกินไป   หากมันมีมากเกิดจุดสมดุลในชั้นบรรยากาศของโลกแล้ว   ก็จะทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นเรื่อยๆ  เนื่องจากรังสีความร้อนสะท้อนออกไปนอกโลกได้น้อยลงเพราะเจอชั้นบรรยากาศที่มีก๊าซเรือนกระจกอยู่หนาแน่นจนทำให้การสะท้อนกลับไป-กลับมา ไม่เป็นไปตามปกติ เกิดความร้อนสะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศมากขึ้น

จนเป็นสาเหตุทำให้โลกของเราร้อนขึ้น และเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ       ทำให้ภูเขาน้ำแข็งที่มีอยู่มากมายที่ขั้วโลกทั้งสองละลายจนน้ำท่วมโลก   ระบบภูมิศาสตร์ของลมและน้ำเปลี่ยนแปลงจนเกิดฝนแล้ง   น้ำท่วมอย่างผิดไปจากปกติ  และเกิดผลกระทบอีกมหาศาลต่อโลก
        ก๊าซเรือนกระจกตัวหลัก ๆ ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) /  มีเทน (CH4)/ไนตรัสออกไซด์ (N2O)   / โอโซน (O3) และละอองไอน้ำที่อยู่ในสภาพก๊าซ (H2 O)  ตัวสำคัญที่สุดที่เกิดจากการเผาไหม้บนโลกคือคาร์บอนไดออกไซด์     การเผาไหม้ที่สำคัญคือการเผาไหม้ถ่านหินและก๊าซเพื่อผลิตพลังงาน ตลอดจนการผลิต  การบริโภคสินค้าและบริการของชาวโลกที่ใช้พลังงานจากการเผาไหม้  ฯลฯ 
        ข้อมูลในการเขียนวันนี้อาศัยข้อมูลจากเอกสาร “Climate Change & Low Carbon Economies”   โดย ดร.สวิสา อริยปรัชญา แห่งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย
        คงไม่มีอะไรที่ใกล้ตัวมนุษย์เท่ากับเรื่องเงินเรื่องทองดังนั้นจึงขอกล่าวถึงเรื่อง Climate Change  (ปัจจุบันมักเรียกกันว่า Climate Crisis (CC) เพราะเห็นถึงความรุนแรง) ที่มีผลกระทบต่อเงินทองและปากท้อง  
        ความเสียหายสำคัญในเรื่อง CC ก็คือความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในนานาประการ   อันนำไปสู่การเสียหายด้านการเงินของบุคคลและของประเทศ  ในเบื้องต้นความเสี่ยงจาก CC ทำให้เกิดความเสี่ยงในระหว่างการเปลี่ยนผ่านกล่าวคือในการพยายามต่อสู้กับ CC ประเทศต่าง ๆ และกลุ่มต่าง ๆ ระดับโลกจะออกกฎเกณฑ์    นโยบาย   คิดค้นเทคโนโลยีใหม่   ทำให้รสนิยมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลง ฯลฯ  จนกระทบต่อผู้คนมากมายในการประกอบธุรกิจและการดำเนินชีวิต  มีต้นทุนและความไม่สะดวกสูงขึ้น

ในด้านกายภาพ ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น  เกิดฝนแล้ง  ไฟป่า   น้ำท่วม    อากาศร้อนขึ้น  ฯลฯ อย่างไม่หยุดหย่อน     จนกระทบต่อการผลิตและผลิตภาพ (productivity)    ทั้งหมดนี้จะนำไปสู่ผลกระทบในระดับจุลภาค (ครัวเรือนและธุรกิจ) และมหภาค (ประเทศโดยรวม)   
                 สำหรับครัวเรือนนั้น อากาศที่แปรปรวนและโรคระบาดใหม่ (เชื้อไวรัสอาจโดดข้ามจากสัตว์สู่คนหรือกลับกัน  เพราะสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป)   ทำให้เกิดการว่างงาน  สูญเสียรายได้   ที่อยู่อาศัยประสบความเสียหายจากภัยพิบัติ  ทรัพย์สินมีมูลค่าลดลงและต้นทุนในการดำเนินชีวิตสูงขึ้น    สำหรับธุรกิจก็เกิดความปั่นป่วนในการประกอบการ     ทรัพย์สินเสียหาย     โรงงานผลิตถูกปิดหรือเปิดไม่ได้    มีต้นทุนสูงขึ้น     ความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงเพราะปรากฎการณ์จนตามไม่ทัน  สูญเสียเงินจากข้อผูกพันทางกฎหมาย เช่นส่งมอบสินค้าไม่ทัน   ฯลฯ 
        ในระดับมหภาค CC ทำให้เครื่องจักรและทุนเสื่อมเร็วขึ้นจนต้องลงทุนมากขึ้น  ราคาผันผวนอันเนื่องมาจากผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานและปัญหาการส่งมอบวัตถุดิบ   ผลิตภาพในการผลิตลดลง   ตลาดแรงงานปั่นปวนอันเนื่องจากผลกระทบด้านกายภาพและการเปลี่ยนผ่านเพื่อต่อสู้ CC    นอกจากนี้ยังเกิดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงด้านสังคมเศรษฐกิจ   เช่น   จากแบบแผนการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป    ข้อขัดแย้งแย่งชิงทรัพยากร   การอพยพ  ส่วนผลกระทบอื่น ๆ ได้แก่ การค้าระหว่างประเทศ    รายรับของภาครัฐ   อัตราแลกเปลี่ยน (กระทบการส่งออกและนำเข้า)   อัตราดอกเบี้ย (ความต้องการเงินทุนเพิ่มขึ้น)    ข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายการคลัง   ฯลฯ
        ทั้งหมดจากระดับจุลภาคและมหภาคนำสู่ความเสี่ยงด้านการเงิน เช่น   ด้านเครดิต (ธุรกิจล้มละลาย   ครัวเรือนไม่มีเงินใช้หนี้  มูลค่าหลักทรัพย์ค้ำประกันลดลง)   ด้านตลาด(มูลค่าของ   ทุนและหลักทรัพย์ลดลง)   ด้านการประกัน (เบี้ยประกันสูงขึ้น   ต้องประกันมูลค่าสูงขึ้น)  ด้านการดำเนินงาน     สัพพลายเชนเกิดความปั่นป่วน   โรงงานถูกปิดและด้านเงินทุน (ต้องการความคล่องตัวของเงินทุนสูงขึ้น    เกิดความเสี่ยงในเรื่องรีไฟแนนซ์)  
        ความเสี่ยงจาก CC    ผลกระทบทั้งในระดับจุลภาคและมหภาค  และความเสี่ยงด้านการเงินนั้นมีปฏิกริยาโต้กลับไปมาทั้งระบบ    ทั้งหมดนี้มาจากการสร้างก๊าซเรือนกระจก  ซึ่งถ้ามองไปลึก ๆ แล้วสาเหตุเกิดจากการบริโภคเกินพอดีของเหล่ามวลมนุษย์จนทำให้เกิดการเผาไหม้เกิดเป็นก๊าซเรือนกระจกที่เกินความพอเหมาะ
        เรามาช่วยส่งใจไปเชียร์การประชุม COP26  ที่มุ่งแสวงหาความร่วมมือในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของทั้งโลก  (ขณะนี้อุณหภูมิผิวโลกสูงขึ้นแล้ว 1 องศาเซลเซียส เมื่อเปรียบเทียบกับปี ค.ศ. 1880 โดยปี 2020 เป็นปีที่ร้อนที่สุดของโลก )  เพื่อให้ปริมาณสุทธิที่ปล่อยเป็นศูนย์ก่อนปี 2050 เพื่อรักษาอุณหภูมิโลกไว้ไม่ให้เพิ่มเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ณ ปลายศตวรรษที่ 21


        ถ้าทั้งหมดนี้ยังฟังไม่น่ากลัวและดูไกลตัว  ลองพิจารณาข้อวิเคราะห์ดังต่อไปนี้ (ก) ถ้าโลกไม่ทำอะไรกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเลย  ก่อนปี 2100 ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้น 1 เมตร (ข) กลุ่มการค้าสำคัญของโลกเริ่มพิจารณาออกกฎบังคับให้สินค้านำเข้าจากประเทศต่าง ๆ ต้องมีการผลิตที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิในปริมาณที่ต่ำ (ค) ด้วยสภาวการณ์ CC ที่เป็นอยู่ ก่อนถึงปี 2050 จะมี 20 เมืองซึ่งรวมทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑลด้วยจะถูกน้ำท่วมหมด

        เวลายาวสุดคือ 29 ปีนั้นมาถึงเร็วมาก เราสมควรเริ่มใคร่ครวญความเป็นไปได้ของคำพยากรณ์ และหาทางหนีทีไล่ พร้อมกับร่วมมือกันลดการเผาไหม้เพื่อช่วยโลกให้มากที่สุด.