หลายสิ่งในโลกถูกทดแทนเพราะเวลาไม่เคยหยุดเดิน ดังเช่นกรณีของนักกีฬา นักร้อง ดารานักแสดง ฯลฯ ซึ่งต่างมี “แผนที่เวลา” ของตนเองตามสังขารและยุคสมัยที่เปลี่ยนไป
ในทางวิชาการ นอกจากผู้คนที่แก่หมดยุคไปแล้วก็มีกรอบความคิด ทฤษฎี ความเชื่อ สมมติฐาน ฯลฯ ที่ถูกทดแทนเช่นกัน ดังเช่น VUCA ที่กำลังถูกแทนที่ด้วย BANI
VUCA เป็นประเภทของคำที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า acronym (synonym คือคำพ้องความหมาย ส่วน antonym คือคำที่มีความหมายตรงกันข้าม) ซึ่งหมายถึงคำย่อที่ประกอบด้วยอักษรแรกจากคำอื่นๆ เช่น ASEAN/USA/AIDS/
V มาจาก Volatility (การลื่นไหลฟุ้งกระจาย) / U มาจาก Uncertainty (ความไม่แน่นอน) / C มาจาก Complexity (ความซับซ้อน) / และ A มาจาก Ambiguity (ความคลุมเครือ)
กรอบคิด VUCA มาจากมันสมองของสองนักเศรษฐศาสตร์ คือ Warren Bennis และ Burton Nanus ดังปรากฏครั้งแรกในปี 1985 ในหนังสือ Leaders : The Strategies For Taking Charge
VUCA เป็นกรอบคิดในการอธิบายและพยากรณ์เหตุการณ์ หรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกดังนี้
V อธิบายการขาดเสถียรภาพและการไม่สามารถพยากรณ์ได้ดังเช่นการลื่นไหลฟุ้งกระจายของกาซ
U อธิบายความไม่แน่นอนจนไม่สามารถมองเห็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่ ๆ ที่กำลังมาถึง
C คือความซับซ้อนที่ทำให้เกิดสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญไม่เคยเห็นมาก่อน
A คือความคลุมเครือของสิ่งที่เกิดขึ้นจนเป็นปัญหาในความเข้าใจ และทำให้ไม่รู้ว่าจะตัดสินใจอย่างไร
ตลอดเวลาเกือบ 40 ปี ที่ผ่านมา VUCA เป็นกรอบคิดในการอธิบายและพยากรณ์เพื่อเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงจากภายนอก VUCA เป็นที่นิยมในองค์กรเอกชนขนาดใหญ่ และวงการทหารอเมริกัน
ตัวอย่างที่ VUCA สามารถอธิบายได้ดีก็เช่นการล่มสลายของสหภาพโซเวียต การสลายไปของ “หนึ่งกลุ่มศัตรู” จากกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออก ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำของสหรัฐและโลกในปี 2008 ฯลฯ
เรื่อง V / U / และ C นั้น อาจเห็นกันชัดว่าได้เกิดขึ้นจริงดังคำพยากรณ์ของ VUCA แต่ A นั้นอาจเห็นไม่ชัดเจน ตัวอย่างของความคลุมเครือจนทำให้ยากต่อการตัดสินใจได้แก่เรื่องกัญชา ในหลายรัฐของสหรัฐอเมริกานั้นการปลูกและบริโภคกัญชาไม่เป็นสิ่งผิดกฎหมายอีกต่อไป
คนอเมริกันจำนวนมากเห็นว่าเป็นเรื่องของความบันเทิง การหย่อนใจ คล้ายกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่คนอีกส่วนหนึ่งยังคงเห็นว่าเป็นยาเสพติด ในบ้านเราก็เช่นกัน สรุปแล้วกัญชาเป็นยารักษาโรค หรือยาเสพติด จะปลูกหลังบ้านได้เมื่อใด หากมีไว้ในครอบครองจะถูกจับไหม
เมื่อ Covid-19 ปรากฏขึ้นในปลายปี 2019 และอาละวาดไปทั่วโลก แวดวงวิชาการก็หันไปมองอีกกรอบคิดที่พยายามทำสิ่งเดียวกันนั่นก็คือ BANI ที่มีผู้เสนอไว้ไม่นานก่อน Covid-19 และเห็นว่า VUCA อาจล้าสมัยไปแล้ว ทำงานได้ไม่ดีเหมือนเกือบ 40 ปีที่ผ่านมา ข้อวิจารณ์ก็คือ VUCA ไม่อาจอธิบายเรื่องอัตราความเร็วของการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นหัวใจของเรื่อง Covid-19 ได้ ซึ่งต่างจาก BANI
B มาจาก Brittle (แตกสลายได้ง่าย) / A มาจาก Anxious (วิตกหวั่นไหว) / N มาจาก Nonlinear / และ I มาจาก Incomprehensible (ไม่อาจเข้าใจได้)
BANI เป็นผลงานของนักมานุษยวิทยาชาวอเมริกัน Jamais Cascio ซึ่งปรากฏในข้อเขียนในงานสัมมนาของ IFTF (Institute of the Future เป็น Think Tank หรือองค์กรเสนอความคิดต่อสังคม) ในปี 2016
BANI เป็นกรอบคิดในการอธิบายและพยากรณ์โดยเสนอว่า หลายสิ่งในโลกแตกสลายได้ง่าย (B) และก่อให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้างไปทั่วโลก ความเปราะบางนี้มีผลต่อความมั่นคงขององค์กรต่าง ๆ
ตัวอย่างชัด ๆ ก็คือ Covid-19 เราเห็นการแตกสลายอย่างง่ายดายในทุกระดับ ปัจจุบันไม่มีอะไรมาประกันความมั่นคงของงาน การเปลี่ยนแปลงลักษณะของงานก็ไม่หยุดนิ่ง และสิ่งนี้นำไปสู่ความวิตกหวั่นไหว (A) ขององค์กรโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คน
เราเห็นการฟิวส์ขาดง่ายของคนไทยจำนวนไม่น้อยจากสาเหตุเล็ก ๆ อาการนี้หนักหนาในภาคธุรกิจที่ตัดสินใจได้ยาก และมักนำไปสู่การตัดสินใจที่ล่าช้าเพราะเกรงว่าจะตัดสินใจผิดพลาด
นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะมีลักษณะไม่เป็นเส้นตรง (N) กล่าวคือสาเหตุและผลที่เกิดขึ้นจะไม่เป็นสัดส่วนที่คงที่ บางครั้งสาเหตุเล็กก็นำไปสู่ผลใหญ่โตได้ ซึ่งตรงข้ามกับการเปลี่ยนแปลงเชิงเส้นตรง ที่ความสัมพันธ์ของสาเหตุและผลเป็นสัดส่วนคงที่เสมอ
(linear คือ เส้นตรงซึ่งมีความชันคงที่ หมายถึงสาเหตุและผลไปอย่างควบคู่กัน) ลักษณะที่ไม่เป็นเส้นตรงจะทำให้ไม่สามารถพยากรณ์ได้ว่าสาเหตุจะนำไปสู่ผลใหญ่โตเพียงใดในอัตราความเร็วเท่าใด พูดอีกอย่างว่าอดีตไม่อาจเป็นเครื่องชี้อนาคตได้เสมอไป
อุปมาดั่งขับรถที่ทาสีบนกระจกหน้าและกระจกข้างด้วยสีดำทั้งหมด ยกเว้นกระจกหลัง ถ้าถนนข้างหลังมีลักษณะคล้ายคลึงกับถนนข้างหน้าก็พอขับประคับประคองรถไปบนถนนได้ด้วยการดูกระจกหลัง แต่ถ้าเป็นกรณีของ non-linear ก็ไม่อาจทำได้เพราะถนนข้างหน้ากับถนนข้างหลังอาจไม่มีอะไรเหมือนกัน เช่น ข้างหลังเป็นทางตรง แต่ข้างหน้าหักงอ
สุดท้ายคือ I หมายถึงไม่สามารถเข้าใจได้ หลายสิ่งที่เกิดขึ้นหรือจะเกิดขึ้นไม่อาจเข้าใจได้ เช่น เหตุใดโรคระบาดในคนที่ติดมาจากสัตว์จึงมีจำนวนมากขึ้นและรุนแรงมาก/ เหตุใดภาวะเศรษฐกิจโลกหลังโควิดจึงเป็นไปอย่างตรงข้ามกับการคาดคะเน/ เหตุใดผลกระทบของเศรษฐกิจเชิงดิจิตอลในด้านการเงินจึงแพร่กระจายเร็วและจะนำชาวโลกไปสู่สวรรค์หรือนรก / ทิศทางของผลกระทบจาก Climate Crisis จะเป็นไปในลักษณะใด ฯลฯ
BANI ดูจะสอดคล้องกับความเป็นไปของโลกปัจจุบันและอนาคตในเรื่องการแตกสลายได้ง่าย การมีความวิตกหวั่นไหวขององค์กรและผู้คน การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วอย่างไม่อาจพยากรณ์ได้อีกทั้งยากต่อการเข้าใจอีกด้วย
BANI นั้นเป็นเพียงเครื่องมือในการอธิบายหรือพยากรณ์สิ่งที่เกิดขึ้นซึ่งดูจะเป็นไปในทางลบพอควร
อย่างไรก็ดีอย่าปล่อยให้ BANI ครอบงำความรู้สึกของเราจนเกิดความไม่เป็นสุข สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องภายนอกที่ไม่อาจทำอะไรกับมันได้มากนักในระดับบุคคล ถ้าเราคิดว่า “อะไรจะเกิดมันก็เกิด” อาจทำให้รู้สึกทุกข์ใจได้น้อยลงบ้างกระมัง.





