เดอะ ฟอเรสเทียส์ มิกซ์ยูสบนทำเลบางนา-ตราด ที่หลอมรวม Wellness และ Longevity เข้ากับธรรมชาติ ผ่านผืนป่ามิยาวากิ 30 ไร่ ซึ่งฟื้นคืนความหลากหลายทางชีวภาพ
KEY POINTS
- ‘เดอะ ฟอเรสเทียส์’ เป็นโครงการมิกซ์ยูสที่ชูแนวคิด "Wellgevity" ซึ่งมุ่งสร้างเมืองที่ส่งเสริมการมีสุขภาพดีและอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ
- หัวใจสำคัญของโครงการคือการสร้างผืนป่าธรรมชาติขนาด 30 ไร่ใจกลางพื้นที่ด้วยเทคนิคมิยาวากิ เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศจนมีความหลากหลายทางชีวภาพกว่า 714 ชนิด
- ออกแบบที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับครอบครัวหลายช่วงวัย (Multi-generation) ตั้งแต่คนรุ่นใหม่ไปจนถึงผู้สูงวัย ภายใต้ระบบนิเวศที่ยั่งยืน
เมื่อโจทย์อสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่ไม่ใช่แค่การสร้างบ้านให้สวยหรือทำเลให้สะดวก แต่ต้องออกแบบชีวิตให้คนมีสุขภาพดีและอายุยืนอย่างมีคุณภาพ MQDC เปิดต้นแบบ “เดอะ ฟอเรสเทียส์” มิกซ์ยูสบนทำเลบางนา-ตราด ที่หลอมรวม Wellness และ Longevity เข้ากับธรรมชาติ ผ่านผืนป่ามิยาวากิ 30 ไร่ ซึ่งฟื้นคืนความหลากหลายทางชีวภาพแล้ว 714 ชนิด พร้อมเปิดประสบการณ์ “A Day at The Forestias” จำลองชีวิตจริงในเมืองแห่งอนาคต
เกมใหม่อสังหาฯ ยุค Wellgevity
นิยามของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์กำลังเปลี่ยนผ่าน จากการแข่งขันด้านทำเล ราคา และสิ่งอำนวยความสะดวก ไปสู่การสร้างคุณค่าที่ลึกกว่านั้น นั่นคือการออกแบบสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมให้ผู้คนมีสุขภาพดี ใช้ชีวิตได้ยืนยาว และอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล
ภาพดังกล่าวสะท้อนผ่านโครงการ “เดอะ ฟอเรสเทียส์” มิกซ์ยูสบนทำเลบางนา-ตราด กม. 7 ของบริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) ที่กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าแนวคิดการสร้างเมืองซึ่งมีธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐาน สามารถเปลี่ยนจากภาพในมาสเตอร์แพลนสู่การใช้งานจริงได้
ภายใต้แนวคิด “A Complete Ecosystem for Wellgevity Habitat” โครงการไม่ได้มองการอยู่อาศัยเป็นเพียงการจัดสรรพื้นที่สำหรับบ้าน อาคารพาณิชย์ หรือพื้นที่สาธารณะ แต่เชื่อมโยงองค์ประกอบด้านสุขภาวะ (Well-Being) การมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ (Longevity) และถิ่นที่อยู่อาศัย (Habitat) เข้าด้วยกัน
หัวใจสำคัญอยู่ที่การทำให้ธรรมชาติไม่ใช่เพียงองค์ประกอบตกแต่งโครงการ แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เกื้อหนุนชีวิตมนุษย์และระบบนิเวศไปพร้อมกัน
นายกิตติพันธุ์ อุยยามะพันธุ์ ผู้อำนวยการโครงการ The Forestias กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของโครงการมาจากวิสัยทัศน์ของคุณทิพพาภรณ์ อริยวรารมย์ ผู้ก่อตั้ง MQDC ที่ตั้งคำถามถึงความหมายของความสุขที่แท้จริง ก่อนนำไปสู่การศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาของเมืองยุคใหม่ ทั้งความเสื่อมโทรมของธรรมชาติ ความเครียด ช่องว่างระหว่างวัย และการเข้าสู่สังคมสูงอายุ
โจทย์จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีพื้นที่สีเขียว แต่เป็นการออกแบบระบบนิเวศการใช้ชีวิตที่สร้างความสุขอย่างยั่งยืน ทั้งต่อร่างกาย จิตใจ ผู้คนรอบข้าง และสิ่งแวดล้อม
30 ไร่ป่ามิยาวากิ เปลี่ยนพื้นที่สีเขียวสู่โครงสร้างพื้นฐานเมือง
สิ่งที่ทำให้ The Forestias แตกต่างจากโครงการมิกซ์ยูสทั่วไป คือการวางผืนป่าธรรมชาติขนาด 30 ไร่ไว้ใจกลางโครงการ โดยใช้เทคนิคการปลูกป่าแบบมิยาวากิ (Miyawaki) เพื่อเร่งฟื้นฟูระบบนิเวศและสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ
พื้นที่ป่าดังกล่าวมีขนาดประมาณ 48,000 ตารางเมตร หรือคิดเป็น 45% ของพื้นที่โครงการ และเริ่มดำเนินการปลูกป่าในปี 2563 ก่อนพัฒนาต่อเนื่องจนกลายเป็นพื้นที่รองรับสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิด
ข้อมูลสำรวจ ณ วันที่ 4 ตุลาคม 2569 พบว่า ปัจจุบันมีการบันทึกพรรณไม้แล้ว 533 ชนิด และสัตว์อีก 181 ชนิด รวมความหลากหลายทางชีวภาพทั้งสิ้น 714 ชนิด
ที่น่าสนใจคือ ต้นไม้ยืนต้นชนิดเด่นมีความสูงเฉลี่ย 12.23 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางระดับอกเฉลี่ย 16.01 เซนติเมตร และต้นไม้ที่สูงที่สุดมีความสูงประมาณ 18 เมตร สะท้อนพัฒนาการของผืนป่าที่เติบโตจากการวางแผนฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างต่อเนื่อง
ด้านสัตว์ป่า จำนวนชนิดสิ่งมีชีวิตเพิ่มขึ้นจาก 127 ชนิดในปี 2563 เป็น 181 ชนิดในปี 2568 แม้พื้นที่โดยรอบยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยจำแนกเป็นนก 47 ชนิด แมลงและสัตว์ขาปล้อง 80 ชนิด สัตว์น้ำ 14 ชนิด สัตว์เลื้อยคลานและสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 25 ชนิด สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 7 ชนิด และสัตว์หน้าดิน 8 ชนิด
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนประเด็นสำคัญของการพัฒนาเมืองยุคใหม่ว่า พื้นที่สีเขียวที่มีคุณค่าไม่ควรวัดกันเพียงจำนวนต้นไม้หรือสัดส่วนพื้นที่ แต่ต้องพิจารณาถึงความสามารถในการสร้างระบบนิเวศที่มีชีวิตและรองรับความหลากหลายทางชีวภาพได้จริง
รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต ที่ปรึกษาด้านนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน RISC by MQDC กล่าวว่า การพัฒนาป่าในโครงการไม่ได้มุ่งเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการฟื้นฟูระบบนิเวศให้ธรรมชาติกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของการอยู่อาศัย สร้างแหล่งที่อยู่อาศัยให้สิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิดกลับคืนมา
การพบสิ่งมีชีวิตกว่า 700 ชนิดจึงเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า หากมีการออกแบบและบริหารจัดการอย่างเหมาะสม มนุษย์กับธรรมชาติสามารถเติบโตไปด้วยกันได้
4 แกนยุทธศาสตร์ สร้างเมืองที่คน ธรรมชาติ และทุกวัยอยู่ร่วมกัน
เบื้องหลังการพัฒนา The Forestias คือการออกแบบระบบนิเวศการอยู่อาศัยผ่าน 4 แกนยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงกัน
1. 500 Shades of Nature – ฟื้นธรรมชาติให้เป็นหัวใจของเมือง
ผืนป่าขนาดใหญ่กลางโครงการทำหน้าที่เป็นพื้นที่ธรรมชาติที่เกื้อหนุนระบบนิเวศ สร้างความหลากหลายทางชีวภาพ และเป็นพื้นที่ให้ผู้อยู่อาศัยได้สัมผัสธรรมชาติในชีวิตประจำวัน
2. Connecting 4 Generations – เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่าง 4 เจเนอเรชัน
การออกแบบที่อยู่อาศัยมุ่งรองรับครอบครัวหลายช่วงวัย เปิดโอกาสให้คนต่างรุ่นสามารถใช้ชีวิตใกล้ชิดกัน โดยคำนึงถึงความต้องการและรูปแบบการใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน
3. Community of Dreams – สร้างชุมชนผ่านกิจกรรมร่วมกัน
พัฒนาพื้นที่ส่วนกลางและสาธารณูปโภคให้เป็นศูนย์กลางของกิจกรรม ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัวและคนในชุมชน สร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่อยู่อาศัย
4. Sustainnovation for Well-Being ใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนความยั่งยืน
นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยบริหารจัดการพลังงาน น้ำ และทรัพยากร ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมยกระดับสุขภาวะของผู้อยู่อาศัยในระยะยาว
การพัฒนาแนวคิดดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรระดับนานาชาติ อาทิ Foster + Partners ด้านผังและสถาปัตยกรรม Atelier Ten ด้านสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ ITEC Entertainment ด้านประสบการณ์สันทนาการ และ Harvard T.H. Chan School of Public Health ด้านการศึกษาผลกระทบของการออกแบบต่อสุขภาพมนุษย์ รวมถึง RISC by MQDC และสถาบันการศึกษาชั้นนำ
ความร่วมมือเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การสร้างเมืองเพื่อสุขภาวะไม่สามารถพึ่งพาความเชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์เพียงด้านเดียว แต่ต้องอาศัยองค์ความรู้ข้ามศาสตร์ ตั้งแต่สถาปัตยกรรม วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงสาธารณสุข
เป้าหมาย ESG วัดผลได้ทั้งพลังงาน น้ำ และขยะ
อีกมิติที่น่าสนใจของ The Forestias คือการนำแนวคิดความยั่งยืนมาเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDGs) โดยครอบคลุมตั้งแต่การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ไปจนถึงการจัดการทรัพยากรและการส่งเสริมสุขภาวะของชุมชน
ด้านพลังงานและการลดคาร์บอน
โครงการนำระบบสาธารณูปโภคส่วนกลาง (Central Utility Plant: CUP) มาใช้ร่วมกับพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 30,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (CO₂e) ขณะที่มีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาพรวมจากกระบวนการพัฒนาและก่อสร้างอีก 83,000 ตัน CO₂e
ด้านน้ำและการจัดการขยะ
เดินหน้าภายใต้แนวคิด Net Zero Discharge เน้นการบำบัดและนำน้ำกลับมาใช้ประโยชน์ภายในโครงการ ลดการปล่อยน้ำทิ้งเข้าสู่ระบบระบายน้ำของเมือง พร้อมตั้งเป้าเบี่ยงเบนขยะจากการก่อสร้างออกจากกระบวนการกำจัดไม่น้อยกว่า 90% ผ่านการคัดแยก รีไซเคิล และนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์
ด้านการเดินทางและสุขภาวะ
ออกแบบพื้นที่ให้เอื้อต่อการเดินและลดการพึ่งพารถยนต์ส่วนบุคคล พร้อมบริการ Shuttle Bus สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) และทางเดินลอยฟ้า Canopy Walk ที่มีความสูงจากพื้นดินประมาณ 8-12 เมตร เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงและสัมผัสธรรมชาติจากมุมมองที่แตกต่าง
นอกจากนี้ ยังมี The Aspen Tree ซึ่งพัฒนารูปแบบการอยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัย โดยร่วมมือกับ Baycrest ประเทศแคนาดา องค์กรชั้นนำด้านสุขภาพสมองและการดูแลสุขภาพ เพื่อส่งเสริมสุขภาวะทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคม ตลอดจน Happitat ที่เข้ามาเติมเต็มกิจกรรมและไลฟ์สไตล์ของชุมชน
4 โครงการที่อยู่อาศัย ตอบโจทย์ชีวิตตั้งแต่คนรุ่นใหม่ถึงวัยเกษียณ
การสร้างระบบนิเวศ Wellgevity จะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อผลิตภัณฑ์ที่อยู่อาศัยสามารถตอบสนองความต้องการของคนแต่ละกลุ่มได้อย่างครอบคลุม ปัจจุบัน The Forestias มีโครงการที่อยู่อาศัยที่พร้อมเข้าอยู่และส่งมอบให้ลูกบ้านแล้วบางส่วน ครอบคลุมหลายรูปแบบ ได้แก่
Whizdom The Forestias – Feel the Wild
คอนโดมิเนียมที่ออกแบบมาเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่และครอบครัว ประกอบด้วย Destinia และ Mytopia Towers ที่ผสานการใช้ชีวิตเข้ากับพื้นที่ธรรมชาติ และ Petopia Tower ภายใต้แนวคิด “Pets Live Here” สำหรับผู้ที่ต้องการให้สัตว์เลี้ยงเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวอย่างแท้จริง
Mulberry Grove The Forestias – เชื่อมครอบครัวหลายเจเนอเรชัน
ที่อยู่อาศัยระดับซูเปอร์ลักชัวรีและอัลตราลักชัวรี ประกอบด้วยคอนโดมิเนียม Low-Rise ในบรรยากาศรีสอร์ต และวิลล่ารูปแบบ Cluster Home โดยมี Foster + Partners เป็นที่ปรึกษาด้านการออกแบบสถาปัตยกรรม มุ่งตอบโจทย์ครอบครัวที่ต้องการใช้ชีวิตร่วมกันหลายช่วงวัย
The Aspen Tree – ออกแบบชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ
ที่อยู่อาศัยสำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตในระยะยาว โดยร่วมมือกับ Baycrest ประเทศแคนาดา นำองค์ความรู้ด้านสุขภาพสมองและการดูแลผู้สูงอายุมาประยุกต์ใช้กับการอยู่อาศัยแบบองค์รวม ครอบคลุมการดูแลทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคม
นอกเหนือจากที่อยู่อาศัย ยังมี Happitat ศูนย์รวมไลฟ์สไตล์รีเทลที่รวบรวมร้านอาหาร แหล่งช้อปปิ้ง ความบันเทิง และกิจกรรมพิเศษตลอดปี เข้ามาเติมเต็มประสบการณ์การใช้ชีวิตของผู้คนในพื้นที่
จำลองชีวิตหนึ่งวันในเมืองแห่งอนาคต
หลังจากเริ่มก่อสร้างในปี 2561 และทยอยพัฒนาโครงการจนมีที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จพร้อมส่งมอบให้ลูกบ้านแล้วบางส่วน MQDC เดินหน้าเปิดประสบการณ์ให้ผู้สนใจได้สัมผัสแนวคิด Wellgevity Habitat ผ่านกิจกรรม “The Forestias Open House 2026” ภายใต้ธีม “A Day at The Forestias”กิจกรรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29-31 ตุลาคม และ 1 พฤศจิกายน 2569 โดยออกแบบให้ผู้เข้าร่วมได้ทดลองใช้ชีวิตเสมือนเป็นผู้อยู่อาศัยจริงภายในหนึ่งวัน
ไฮไลต์ประกอบด้วยการสำรวจผืนป่ามิยาวากิขนาด 30 ไร่ การเดินชมธรรมชาติผ่าน Canopy Walk การเยี่ยมชมที่อยู่อาศัยที่สร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่ และการเข้าร่วมกิจกรรมด้านสุขภาวะ





