คิงสแควร์ เรสซิเดนซ์ เดินหน้าส่งมอบประสบการณ์อยู่อาศัยที่ยกระดับจาก Second Home สู่บ้านหลังแรกของครอบครัว ชูจุดแข็ง Low Density Living ผสานมาตรฐานก่อสร้างแบบญี่ปุ่น บริการสไตล์ Hospitality และทำเลใกล้โรงเรียนนานาชาติ รับเทรนด์ครอบครัวยุคใหม่
KEY POINTS
- คิงสแควร์ เรสซิเดนซ์ชูแนวคิด "จาก Second Home สู่บ้านหลังแรกของครอบครัว" มุ่งสร้างพื้นที่ใช้ชีวิตระยะยาวสำหรับคนทุกวัย
- เน้นคุณภาพการอยู่อาศัยที่ยั่งยืนด้วยมาตรฐานการก่อสร้างแบบญี่ปุ่น และบริการหลังการขายระดับโรงแรม
- พระราม 3 ที่เป็น "New Urban Ecosystem" ใกล้โรงเรียนนานาชาติ ตอบโจทย์ครอบครัวที่ต้องการลดเวลาเดินทาง
คิงสแควร์ เรสซิเดนซ์ โครงการลักชัวรีเรสซิเดนซ์บนทำเลพระราม 3 นำมาใช้เป็นแกนหลักในการพัฒนา ภายใต้แนวคิด “จาก Second Home สู่บ้านหลังแรกของครอบครัว” โดยมุ่งเปลี่ยนพื้นที่พักผ่อนให้กลายเป็นพื้นที่ใช้ชีวิตที่เชื่อมโยงทั้งการพักผ่อน การเรียนรู้ การทำงาน และการใช้เวลาร่วมกันของคนต่างวัย
นายจักรกฤษณ์ สันติรัตนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท คิง สแควร์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (KSD) กล่าวว่า หัวใจของการพัฒนาโครงการคือการสร้างคุณภาพการอยู่อาศัยในระยะยาว ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการก่อสร้างอาคารให้แล้วเสร็จ แต่ครอบคลุมตั้งแต่แนวคิดการออกแบบ คุณภาพงานก่อสร้าง ไปจนถึงการบริหารจัดการและบริการหลังลูกบ้านเข้าอยู่อาศัย
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของตลาดลักชัวรี จากการขายความพิเศษของตัวอาคารไปสู่การสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยที่มีคุณค่าในทุกวัน โดยให้ความสำคัญกับการออกแบบพื้นที่และสร้าง Community ที่ตอบสนองความต้องการของสมาชิกครอบครัวในแต่ละช่วงวัย
Low Density Living จุดสมดุลระหว่างความเป็นส่วนตัว
อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของ KingsQuare Residence คือแนวคิด Low Density Living ที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างความเป็นส่วนตัวกับการมีพื้นที่ส่วนกลางสำหรับการเรียนรู้ พักผ่อน และใช้เวลาร่วมกัน
ในมุมของการอยู่อาศัยระยะยาว ความหรูหราอาจไม่ได้หมายถึงการมีสิ่งอำนวยความสะดวกจำนวนมากที่สุด แต่คือการมีพื้นที่ที่ใช้งานได้จริง มีความเป็นส่วนตัวเพียงพอ และเอื้อต่อการสร้างความสัมพันธ์ภายในครอบครัว
KingsQuare Residence จึงวางเป้าหมายให้โครงการเป็นมากกว่าที่อยู่อาศัยระดับพรีเมียม แต่เป็น Community ที่รองรับวิถีชีวิตของครอบครัวยุคใหม่อย่างรอบด้าน ตั้งแต่กิจวัตรในแต่ละวันไปจนถึงการใช้ชีวิตร่วมกันในระยะยาว
ปัจจุบัน โครงการมีห้องชุดพร้อมประมาณ 99% จากทั้งหมด 222 ยูนิต คิดเป็นมูลค่าโครงการ 6,500 ล้านบาท และมีแผนเริ่มตรวจรับห้องชุดตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป พร้อมเปิดให้ผู้สนใจเข้าชมโครงการและสัมผัสประสบการณ์การอยู่อาศัยจริง
ยกระดับบริการแบบ Hospitality
สำหรับโครงการระดับลักชัวรี คุณภาพไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ แต่ยังรวมถึงความมั่นใจของลูกบ้านในขั้นตอนตรวจรับ การโอนกรรมสิทธิ์ และการดูแลหลังเข้าอยู่อาศัย
KingsQuare Residence จึงให้ความสำคัญกับกระบวนการตรวจสอบก่อนส่งมอบ โดย Knight Frank ทำงานร่วมกับทีม Thai Obayashi เพื่อดูแลความพร้อมของห้องชุด ขณะที่ Dusit Hospitality Services เข้ามาบริหารจัดการอาคารและบริการหลังการขาย ภายใต้แนวคิด Hospitality Service พร้อม Concierge Service ตลอด 24 ชั่วโมง
การผสานความเชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์เข้ากับมาตรฐานการบริการแบบโรงแรม สะท้อนแนวทางสร้างความแตกต่างในตลาดที่อยู่อาศัยระดับบน ซึ่งประสบการณ์หลังการขายมีส่วนสำคัญต่อความเชื่อมั่นและความพึงพอใจของลูกบ้าน
โจทย์จึงไม่ใช่เพียงการส่งมอบห้องชุดที่พร้อมเข้าอยู่ แต่คือการทำให้การใช้ชีวิตในโครงการดำเนินไปอย่างราบรื่น ตั้งแต่วันแรกที่ย้ายเข้าไปจนถึงการอยู่อาศัยในระยะยาว
ใส่ใจตั้งแต่รายละเอียดที่มองไม่เห็น
ด้าน มร. คะสุโอะ วะชิซุ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โตคิว ดีเวลลอปเมนท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า Tokyu Development ร่วมพัฒนา KingsQuare Residence ภายใต้แนวคิด Japanese Quality Mindset และหลัก “Peace of Mind and Safety” ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความอุ่นใจของผู้อยู่อาศัยในระยะยาว พร้อมมีส่วนร่วมในการดูแลคุณภาพงานก่อสร้างตลอดกระบวนการพัฒนาโครงการ
หลักคิดสำคัญคือการมองโครงการผ่านมุมของผู้ใช้งานจริง ไม่ใช่พิจารณาเพียงความสวยงามทางสถาปัตยกรรม แต่ต้องครอบคลุมถึงความสะดวกในการใช้งาน การบำรุงรักษาอาคารในอนาคต และการรักษามูลค่าทรัพย์สินในระยะยาว
แม้แต่รายละเอียดเล็กน้อยอย่างตำแหน่งและระดับความสูงของปลั๊กไฟ ก็ได้รับการพิจารณาให้สอดคล้องกับการใช้งานจริง เพราะคุณภาพของที่อยู่อาศัยไม่ได้เกิดจากองค์ประกอบขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนผ่านรายละเอียดที่ช่วยลดข้อจำกัดในการใช้ชีวิตประจำวัน
แนวทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างมาตรฐานที่มุ่งให้ผู้อยู่อาศัยได้รับทั้งความสะดวกสบายและความมั่นใจ โดยเฉพาะสำหรับครอบครัวที่ต้องการซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยจริงในระยะยาว
คุมคุณภาพตั้งแต่โครงสร้างถึงอากาศในบ้าน
เบื้องหลังคุณภาพการอยู่อาศัย KingsQuare Residence เลือก A49 เป็นผู้ออกแบบ และบริษัท ไทย โอบายาชิ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ Thai Obayashi เป็นผู้รับเหมาหลัก พร้อมให้ Stonehenge ดูแลการบริหารจัดการคุณภาพจากภายนอก เพื่อเพิ่มความครอบคลุมในการตรวจสอบงานก่อสร้าง
กระบวนการควบคุมคุณภาพไม่ได้จำกัดอยู่ที่องค์ประกอบซึ่งมองเห็นได้ด้วยตา แต่ครอบคลุมถึงส่วนสำคัญภายในอาคาร ทั้งโครงสร้าง ระบบประปา และระบบประกอบอาคาร ควบคู่กับมาตรฐาน ISO 9001, ISO 14001 และ ISO 45001 รวมถึงการตรวจสอบและทดสอบระบบก่อนส่งมอบ
ขณะเดียวกัน โครงการยังให้ความสำคัญกับคุณภาพวัสดุและสุขภาวะของผู้อยู่อาศัย ผ่านการเลือกใช้วัสดุ Low VOC ซึ่งช่วยลดการปล่อยสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย การติดตั้งระบบกรองอากาศระดับ MERV 8 และการวางแผนตรวจวัดคุณภาพอากาศภายในอาคาร (Indoor Air Quality Testing)
องค์ประกอบเหล่านี้สะท้อนว่าการแข่งขันในตลาดที่อยู่อาศัยระดับบนกำลังขยายจากเรื่องทำเลและภาพลักษณ์ ไปสู่คุณภาพที่ส่งผลต่อชีวิตประจำวันโดยตรง ทั้งความปลอดภัย ความสะดวกในการดูแลรักษา และสภาพแวดล้อมภายในบ้าน
สำหรับครอบครัวที่มีเด็กหรือสมาชิกหลายช่วงวัย ปัจจัยด้านสุขภาวะและคุณภาพอาคารจึงเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจซื้อที่มีน้ำหนักไม่แพ้ความสวยงามหรือสิ่งอำนวยความสะดวก
พระราม 3 New Urban Ecosystem เชื่อมบ้าน โรงเรียน และย่านธุรกิจ
นอกเหนือจากตัวโครงการแล้ว ทำเลยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของความต้องการที่อยู่อาศัย โดยพระราม 3 มีแนวโน้มพัฒนาไปสู่ New Urban Ecosystem ที่เชื่อมโยงการอยู่อาศัย การศึกษา การทำงาน และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน
นางสาวพจมาน วรกิจโภคาทร หุ้นส่วนและหัวหน้าส่วนงานบริหารงานขายโครงการ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ข้อมูลที่ Knight Frank รวบรวมพบว่า จำนวนนักเรียนโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทยเติบโตเฉลี่ยประมาณ 6.8% ต่อปี ในช่วงปี 2554–2568 สะท้อนความต้องการที่อยู่อาศัยจากครอบครัวไทยและต่างชาติ ตลอดจนครูและบุคลากรของโรงเรียน
การเติบโตดังกล่าวทำให้ที่อยู่อาศัยใกล้สถานศึกษามีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับครอบครัวที่ต้องการลดเวลาเดินทางและเพิ่มเวลาคุณภาพให้สมาชิกในบ้าน เพราะทำเลที่ช่วยให้การเดินทางระหว่างบ้านกับโรงเรียนสะดวกขึ้น ย่อมส่งผลต่อการจัดสรรเวลาและรูปแบบการใช้ชีวิตในแต่ละวัน
ขณะเดียวกัน ที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรีที่สามารถเดินถึงโรงเรียนนานาชาติชั้นนำ หรือ Walk-to-School Luxury Residence ยังมีอุปทานจำกัดจากข้อจำกัดด้านที่ดิน ทำให้ทำเลที่สามารถตอบโจทย์ทั้งการอยู่อาศัยและการเข้าถึงสถานศึกษามีความน่าสนใจในเชิงตลาด
Knight Frank มองว่าพระราม 3 มีศักยภาพในการพัฒนาเป็น Extension of Sathorn หรือพื้นที่ต่อขยายของย่านสาทร โดยผสานความสะดวกในการเข้าถึงย่านธุรกิจเข้ากับคุณภาพชีวิตของย่านที่อยู่อาศัยริมแม่น้ำ
KingsQuare Residence เป็นหนึ่งในโครงการที่สอดรับกับแนวโน้มนี้ ด้วยทำเลใกล้ King’s College International School Bangkok และแนวคิดการออกแบบที่มุ่งตอบโจทย์ครอบครัวยุคใหม่





