วันพุธ ที่ 28 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธุรกิจเอสเอ็มอีกับคำว่า ‘ผลิตภาพ’

เอสเอ็มอีที่คอยติดตามข่าวสารทางเศรษฐกิจและธุรกิจในระยะเวลาที่ผ่านมา คงจะพบเห็นการใช้คำว่า “ผลิตภาพ (Productivity)” จากนักวิชาการบ่อยครั้งขึ้น โดยเฉพาะคำแนะนำให้บรรดาธุรกิจต่างๆ “เพิ่มผลิตภาพ” เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจของตน

KEY POINTS

  • ผลิตภาพ (Productivity) คือการวัดความสามารถในการสร้างผลผลิตหรือบริการ เทียบกับทรัพยากรที่ใช้ไป เช่น แรงงาน วัตถุดิบ หรือเครื่องจักร
  • การเพิ่มผลิตภาพมีหลักการสำคัญคือ "ใช้เท่าเดิม แต่ได้เพิ่มขึ้น" หรือ "ใช้น้อยลง แต่ได้เท่าเดิม" ซึ่งหมายถึงการทำงานอย่างฉลาดขึ้น
  • ผลิตภาพเป็นการรวมแนวคิดของ "ผลผลิต" (Output) และ "ประสิทธิภาพ" (Efficiency) เข้าด้วยกัน เพื่อชี้วัดว่าธุรกิจใช้ปัจจัยการผลิตได้คุ้มค่าเพียงใด

เอสเอ็มอีที่คอยติดตามข่าวสารทางเศรษฐกิจและธุรกิจในระยะเวลาที่ผ่านมา คงจะพบเห็นการใช้คำว่า “ผลิตภาพ (Productivity)” จากนักวิชาการบ่อยครั้งขึ้น โดยเฉพาะคำแนะนำให้บรรดาธุรกิจต่างๆ “เพิ่มผลิตภาพ” เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจของตน

หลายคนอาจสงสัยว่า “ผลิตภาพ” หมายถึงอะไร และจะ “เพิ่มผลิตภาพ” ให้กับธุรกิจได้อย่างไร!

ในยุคที่ผ่านมา ทุกคนมักจะคุ้นเคยกับคำว่า “ผลผลิต” และคำว่า “ประสิทธิภาพ” มาก่อนแล้ว โดย “ผลผลิต” จะหมายถึงสินค้าหรือบริการที่ผลิตขึ้นมาจำหน่ายได้ สร้างออกมาได้จริง ขายได้จริง และสามารถนับจำนวนที่ผลิตขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะนับเป็นชิ้น หรือเป็นจำนวนต้นทุนเงินที่ต้องนำมาใช้เพื่อให้ได้ของหรือบริการออกมาสร้างเป็นยอดขาย ที่มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า “ประสิทธิผล” ในแง่ของการปฏิบัติงาน

ส่วนคำว่า “ประสิทธิภาพ” ก็มักจะหมายถึงกระบวนการทำงานที่รวดเร็ว ไม่เกิดของเสีย ไม่เกิดความสูญเปล่า และมีความรวดเร็ว เต็มตามความสามารถของเครื่องจักร หรือความสามารถของผู้ปฏิบัติงาน

“ผลิตภาพ” ดูเหมือนจะนำคำทั้งสองนี้มารวมกัน และมักจะหมายถึง ความสามารถหรือประสิทธิภาพในการผลิตหรือการให้บริการของธุรกิจ เมื่อเทียบกับทรัพยากรการผลิตที่ใช้ไป เช่น แรงงาน วัตถุดิบ และเครื่องจักรที่ธุรกิจต้องลงทุนจัดซื้อจัดหามาใช้

ดังนั้น การวัด “ผลิตภาพ” ของธุรกิจ จึงสามารถบอกได้ว่า ธุรกิจสามารถใช้ปัจจัยการผลิตหรือการให้บริการได้มีประสิทธิผลอย่างไร

เช่น ผลิตภาพของแรงงานสูง แสดงว่า แรงงานคนนั้นสามารถผลิตสินค้าหรือให้บริการได้มากขึ้นกว่าแรงงานคนอื่นในเวลาที่เท่ากัน หรือ หากธุรกิจมีผลิตภาพสูง แสดงว่า ธุรกิจนั้น ๆ สามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าธุรกิจอื่น ที่มีทรัพยากรอยู่เท่ากันหรือใกล้เคียงกัน

นอกจากนี้ “ผลิตภาพ” ยังสามารถวัดออกมาเป็นตัวเลขได้ โดยคำนวณเปรียบเทียบระหว่าง “ผลผลิตที่ได้” (เช่น จำนวนชิ้นสินค้า หรือ ยอดขาย หรือ จำนวนลูกค้าที่เข้ารับบริการ ฯลฯ) กับ ทรัพยากรที่ต้องใช้ไปในการสร้างผลผลิตนั้น ๆ (เช่น แรงงาน เงินทุน วัตถุดิบ เครื่องจักร หรือ ระยะเวลาที่ใช้ ฯลฯ) ในช่วงเวลาที่เท่ากัน

ดังนั้น หากกำหนดให้ ผลผลิต = Input และ ทรัพยากรที่ใช้ไป = Output จะได้สูตรคำนวณง่ายๆ ว่า “ผลิตภาพ” จะเท่ากับ Output/Input นั่นเอง

ยกตัวอย่างเช่น ในระดับตัวบุคคล หาก นาย ก. และ นาย ข. ทำงานวันละ 8 ชั่วโมงเท่ากัน แต่ นาย ก. สามารถผลิตสินค้าได้ 100 ชิ้น ในขณะที่ นาย ข. ผลิตได้เพียง 50 ชิ้น แสดงว่า นาย ก. มีผลิตภาพสูงกว่า นาย ข. หรือในระดับองค์กร หากบริษัทสามารถปรับปรุงกระบวนการทำงานจนสามารถผลิตสินค้าได้มากขึ้น 20% โดยมีพนักงานเท่าเดิม และไม่มีการลงทุนเพิ่ม แสดงว่า บริษัทนั้น มีการ เพิ่มผลิตภาพ (Productivity Improvement) สูงขึ้น

แม้กระทั่ง ในการดำเนินชีวิตประจำวัน การเป็นคนที่มีผลิตภาพสูง (Productive) ก็คือ คนที่รู้จักบริหารเวลาและพลังงานของตัวเอง เพื่อสร้างผลงานที่มีคุณค่าชิ้นสำคัญให้สำเร็จตามเป้าหมาย โดยไม่ต้องเอาตัวเองไปจมอยู่กับความยุ่งตลอดทั้งวันจนเกิดความเครียดมากเท่าคนอื่น

แนวคิดหลักของ “การเพิ่มผลิตภาพ” ก็คือ “ใช้เท่าเดิม แต่ได้เพิ่มขึ้น!” หรือ “ใช้น้อยลง แต่ได้เท่าเดิม!” หรือ “ทำงานอย่างฉลาดขึ้น เพื่อให้ได้กำไรสูงขึ้น โดยไม่ต้องเหนื่อยฟรี” !!??!!