แสนสิริเผยยอดขาย 9 เดือนแรกปี 2569 แตะ 3.6หมื่นล้าน คิดเป็น 76% ของเป้าทั้งปี ปิดการขายแล้ว 18 โครงการ มูลค่ากว่า 23,500 ล้าน พร้อมเดินหน้าเปิดอีก 12 โครงการ มูลค่ารวม 1.1หมื่นล้านในไตรมาส 4
KEY POINTS
- แสนสิริทำยอดขายในช่วง 9 เดือนแรกได้ 36,400 ล้านบาท คิดเป็น 76% ของเป้าหมายยอดขายทั้งปีที่ 48,000 ล้านบาท
- ความสำเร็จส่วนหนึ่งมาจากการปิดการขาย (Sold Out) โครงการไปแล้วถึง 18 แห่ง มูลค่ารวมกว่า 23,500 ล้านบาท
- ในไตรมาส 4 บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่อีก 12 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 11,000 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นยอดขายในช่วงท้ายปี
วิชาญ วิริยะภูษิต ประธานผู้บริหารสายงานการเงิน แสนสิริ ระบุว่า ยอดขายในช่วง 9 เดือนแรกเป็นไปตามแผน โดยมีแรงหนุนจากความต้องการที่อยู่อาศัยที่ยังมีอยู่ โดยเฉพาะโครงการแนวราบและคอนโดมิเนียมที่ได้รับการตอบรับจากตลาดโดยช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2569 อยู่ที่36,400 ล้านบาทคิดเป็น 76% ของเป้าหมายยอดขายทั้งปีที่ 48,000 ล้านบาทตัวเลขดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังเผชิญแรงกดดัน ทั้งกำลังซื้อที่ฟื้นตัวอย่างระมัดระวังและข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อของผู้ซื้อที่อยู่อาศัย
18 โครงการ Sold Out
หนึ่งในตัวเลขที่สะท้อนการตอบรับของตลาด คือการที่แสนสิริสามารถปิดการขาย หรือ Sold Out ได้แล้ว 18 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 23,500 ล้านบาท ในช่วง 9 เดือนแรก กลุ่มโครงการแนวราบที่ทำยอดขายโดดเด่น ได้แก่ บุราสิริ เวลล์ กรุงเทพกรีฑา ซึ่งได้รับแรงหนุนจากทำเล การออกแบบที่เน้นแนวคิด Tropical Retreat และระดับราคาที่แข่งขันได้ขณะที่โครงการเศรษฐสิริ เกรท ดอนเมือง อณาสิริ รามอินทรา–จตุโชติ รวมถึงโครงการใน Sansiri New Ratchapruek อาทิ อณาสิริ เมเบิล และสิริ เพลส ราชพฤกษ์ตัดใหม่ สามารถสร้างยอดขายได้ตามเป้าหมาย
ด้านตลาดคอนโดมิเนียม เดอะ โมนูเมนต์ สาทร ซึ่งอยู่บนทำเล Rare Freehold ในสาทร ซอย 10 ยังมียอดขายต่อเนื่อง ขณะที่ เดอะ เบส มิดทาวน์-ภูเก็ต ซึ่งเป็นโครงการที่รองรับการเลี้ยงสัตว์ สร้างสถิติยอดจอง 50 ห้องแรกเต็มภายใน 1 ชั่วโมง นอกจากนี้ โครงการพร้อมอยู่ อาทิ เวีย อารีย์ ชูช์ ราชเทวี เดอะ เบส รัชดา 19 และดีคอนโด คีรี ยังเป็นกลุ่มที่ช่วยสนับสนุนกระแสเงินสดและการรับรู้รายได้ของบริษัท
จับมือแบงก์แก้โจทย์สินเชื่อ
แม้ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยยังมีอยู่ แต่ “สินเชื่อ” ยังคงเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของตลาดอสังหาริมทรัพย์แสนสิริจึงเดินหน้าร่วมมือกับธนาคารพันธมิตร เพื่อเพิ่มโอกาสให้กลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการซื้อจริง หรือ Real Demand สามารถเข้าถึงสินเชื่อและโอนกรรมสิทธิ์ได้ แนวทางดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การประเมินความพร้อมทางการเงิน การวางแผนด้านเครดิต ไปจนถึงการให้คำแนะนำแก่ลูกค้าที่ไม่ผ่านเกณฑ์สินเชื่อ เพื่อปรับปรุงความพร้อมก่อนยื่นกู้ใหม่
กลยุทธ์นี้สะท้อนว่า ในภาวะที่ธนาคารยังคุมเข้มสินเชื่อ การผลักดันยอดขายไม่ได้ขึ้นอยู่กับการทำโปรโมชั่นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องบริหารตั้งแต่ต้นน้ำ คือการทำให้ลูกค้ามีศักยภาพในการซื้อและสามารถโอนได้จริง
Q4 เร่งเครื่องเปิด 12 โครงการ มูลค่า 1.1 หมื่นล้าน
สำหรับช่วงโค้งสุดท้ายของปี แสนสิริเตรียมเปิดตัวโครงการใหม่อีก 12 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 11,000 ล้านบาทครอบคลุมทั้งตลาดแนวราบและคอนโดมิเนียม แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 6 โครงการ และคอนโดมิเนียม 6 โครงการ โครงการแนวราบที่เตรียมเปิดตัว ได้แก่ เศรษฐสิริ รัตนาธิเบศร์ เดมี อรุณอมรินทร์ สราญสิริ ปัญญาอินทรา และอณาสิริ รามคำแหง–กรุงเทพกรีฑา
ส่วนคอนโดมิเนียม ได้แก่ พินน์ เกษตร เดอะ มูฟ ลาดพร้าว 35 แคนวาซ พาเลท เชิงทะเล ดีคอนโด คลาวด์ ดอนเมือง รวมถึงโครงการใหม่ภายใต้แบรนด์ HAUS ใน T77 และโครงการใหม่ในภูเก็ต ทั้งป่าตองและราไวย์ การเปิดโครงการใหม่ในช่วงไตรมาสสุดท้าย จึงเป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญในการผลักดันยอดขายให้เข้าใกล้เป้าหมายทั้งปีที่ 48,000 ล้านบาท
เดอะ สแตนดาร์ด เรสซิเดนซ์เสริมพอร์ตลักชัวรี
นอกจากโครงการที่เตรียมเปิดในไตรมาส 4 แสนสิริยังเตรียมเปิดตัว เดอะ สแตนดาร์ด เรสซิเดนซ์ หัวหินเพื่อรองรับกลุ่ม Real Demand ระดับบน ขณะเดียวกัน บริษัทยังเดินหน้าต่อยอดโครงการขนาดใหญ่ Sansiri New Ratchapruekบนพื้นที่ประมาณ 1,000 ไร่ ซึ่งวางแนวคิดให้เป็นคอมมูนิตี้ที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ การขยายพอร์ตในหลายระดับราคาและหลายทำเล สะท้อนแนวทางบริหารพอร์ตของแสนสิริที่พยายามกระจายฐานลูกค้า ทั้งตลาดแนวราบ คอนโดมิเนียม กลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง ไปจนถึงตลาดระดับบน





