เมื่อ 'มรดก' ต้องไปไกลกว่าเดิม จาก ลัคกี้ ลิฟวิ่ง สู่ ลาน แอสเสท ผุดโรงแรม Canopy by Hilton แห่งแรกในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่อยอดมรดกให้กลายเป็นแลนด์มาร์ค
KEY POINTS
- บริษัท ลัคกี้ ลิฟวิ่ง (Lucky Living) รีแบรนด์ครั้งใหญ่ในรอบ 18 ปี เป็น ลาน แอสเสท (LLAN ASSET)
- เปลี่ยนวิสัยทัศน์จากการมุ่ง "สร้างโครงการ" สู่การ "สร้างคุณค่า" โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ให้กลายเป็นแลนด์มาร์คที่มูลค่าเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา
- ขยายขอบเขตธุรกิจจากการพัฒนาที่อยู่อาศัยไปสู่การสร้าง Ecosystem ที่ครอบคลุมทั้งอสังหาริมทรัพย์ลักชัวรี, ธุรกิจโรงแรมและการบริการ (Hospitality), ไลฟ์สไตล์ และการลงทุน
- นำเสนอแนวคิด “Shaping Tomorrow’s Landmarks” และ “Crafting Collectible Real Estate” เพื่อสร้างสินทรัพย์ที่มีเอกลักษณ์และเรื่องราว ไม่ใช่แค่ยูนิตที่ขายได้
18 ปีในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และ Hospitality กำลังถูกเปลี่ยนเป็นบทใหม่ของ “LLAN ASSET” (ลาน แอสเสท )เมื่อ Lucky Living (ลัคกี้ ลิฟวิ่ง )เลือกรีแบรนด์ครั้งใหญ่ จากผู้พัฒนาโครงการสู่การสร้าง แลนด์มาร์คที่ต้องการให้คุณค่าเติบโตไปพร้อมกับกาลเวลา
2 ก.ย.อาจเป็นเพียงวันเปิดตัวแบรนด์ใหม่แต่สำหรับ ลาน แอสเสท ที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของธุรกิจที่เดินทางมาแล้วกว่า 18 ปีเพราะชื่อใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่าง ลาน แอสเสท ไม่ได้เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนโลโก้หรือเปลี่ยนชื่อบริษัทเท่านั้นแต่สะท้อนคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่าเมื่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เดินทางมาถึงจุดหนึ่ง การเติบโตต่อไปจะเกิดจาก “การสร้างโครงการ” หรือ “การสร้างคุณค่า”คำตอบของ ลาน แอสเสท จะเป็นอย่างหลัง
ภายใต้การนำของ อิชมิต บาจาจ และสุกี้ บาจาจ สองผู้บริหารที่มีพื้นฐานแตกต่างกัน แต่ทำงานร่วมกันบนแกนเดียวกัน คือการผสานวินัยทางการเงิน เข้ากับการพัฒนา Product, Design และประสบการณ์ของผู้ใช้งานและนี่คือเรื่องราวของการเดินทางจาก Legacy สู่ Landmark
จาก Hospitality สู่ Luxury Real Estate
ก่อนที่ชื่อ ลาน แอสเสทในวันนี้ เส้นทางของบริษัทเริ่มต้นภายใต้ชื่อ ลัคกี้ ลิฟวิ่งหนึ่งในหมุดหมายสำคัญเกิดขึ้นในปี 2553 เมื่อบริษัทเปิดตัว Four Points by Sheraton แห่งแรกในกรุงเทพฯจากธุรกิจ Hospitality บริษัทค่อย ๆ ขยายเข้าสู่ตลาดที่อยู่อาศัย โดยพัฒนาโครงการภายใต้แบรนด์ LIV@ ในตลาด High-end และ Luxury ไม่ว่าจะเป็น LIV@5, LIV@49 และ LIV@NIMMAN รวมถึง CELES Asoke
สิ่งที่น่าสนใจคือ ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา บริษัทไม่ได้วางโจทย์เพียงว่าโครงการนี้จะขายได้หรือไม แต่พยายามมองไปไกลกว่านั้นว่าโครงการนี้ควรเป็นอะไร สำหรับทำเลและคนที่กำลังจะเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ เพราะอสังหาริมทรัพย์เป็นธุรกิจที่ไม่สามารถแยกออกจากบริบทของสถานที่ได้ ทำเลเดียวกัน แต่กลุ่มลูกค้าต่างกัน อาคารเดียวกัน แต่รูปแบบการใช้ชีวิตเปลี่ยนไปโครงการที่เหมือนกันในวันนี้ อาจไม่เหมือนกันอีก 5-10 ปีข้างหน้า
ประสบการณ์ 18 ปีจึงไม่ได้ถูกสะสมเพียงในจำนวนโครงการแต่รวมถึงองค์ความรู้ตั้งแต่การเลือกทำเล วิเคราะห์การลงทุน วาง Positioning ออกแบบ ควบคุมต้นทุน พัฒนาโครงการ ไปจนถึงการบริหารและส่งมอบสินทรัพย์ทั้งหมดนี้กลายเป็น “ต้นทุนทางความรู้” ที่กำลังถูกนำมาใช้ในบทใหม่ของ ลาน แอสเสท
2ความเชี่ยวชาญ แต่ใช้โจทย์เดียวกัน
Financial Discipline ต้องเดินคู่กับ Product และ Designเบื้องหลังการเดินทางของบริษัท คือการทำงานร่วมกันของ อิชมิต บาจาจ และสุกี้ บาจาจ
อิชมิต บาจาจ มีประสบการณ์ด้านการเงินและการลงทุนจากสถาบันการเงินระดับโลกอย่าง Bear Stearns และ Barclays Capitalประสบการณ์ดังกล่าวทำให้มุมมองของเขาอยู่กับเรื่อง Financial Analysis, Capital Markets, Investment และ Risk Managementเมื่อเข้ามาสู่อสังหาริมทรัพย์ ความรู้เหล่านี้จึงถูกนำมาประยุกต์ใช้กับการตัดสินใจพัฒนาโครงการ
ในอีกด้านหนึ่งสุกี้ บาจาจ มีพื้นฐานด้านกฎหมายในสหราชอาณาจักร และสำเร็จการศึกษา LL.M. in International Law จาก King’s College London ก่อนเข้าสู่ธุรกิจ Hospitality และ Real Estate Developmentตั้งแต่การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการ การวางตำแหน่งสินค้า การออกแบบ การคำนวณต้นทุน ไปจนถึงการส่งมอบโครงการเมื่อสองมุมมองมาบรรจบกัน จึงเกิดเป็นแนวคิดที่ไม่ได้มองอสังหาริมทรัพย์ผ่านตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่ก็ไม่ได้มองผ่าน Design เพียงอย่างเดียวเช่นกัน
เพราะโครงการที่ดีต้องตอบได้พร้อมกันว่าสร้างอะไร สร้างให้ใคร สร้างที่ไหน และ สร้างแล้วมีคุณค่าอย่างไรในระยะยาวนีจึงเป็นรากฐานสำคัญของ ลาน แอสเสท
จาก Legacy สู่ Landmark
เมื่อเป้าหมายไม่ใช่แค่ “ขายโครงการ” แต่คือการสร้างสินทรัพย์ที่มีตัวตนชื่อ LLAN ASSET จึงน่าสนใจตรงที่คำว่า “Asset” ไม่ได้สะท้อนเพียงสินทรัพย์ในเชิงการเงินแต่กำลังสื่อถึงแนวคิดว่า อสังหาริมทรัพย์ที่ดีควรสามารถสร้างและรักษาคุณค่าได้ในระยะยาวแนวคิดนี้ทำให้บริษัทไม่ได้เชื่อว่าอสังหาริมทรัพย์ทุกโครงการควรใช้สูตรเดียวกันเพราะแต่ละทำเลมีบริบทไม่เหมือนกันแต่ละกลุ่มลูกค้ามีความต้องการไม่เหมือนกันและแต่ละสินทรัพย์ก็มีศักยภาพที่แตกต่างกัน
ดังนั้น สิ่งที่ ลาน แอสเสท ให้ความสำคัญจึงครอบคลุมตั้งแต่ทำเล พลวัตของตลาด ความต้องการของลูกค้า ไปจนถึงอัตลักษณ์ การออกแบบ และความเป็นไปได้ทางธุรกิจเป้าหมายสุดท้ายคือการสร้างโครงการที่ไม่ได้เป็นเพียง “อสังหาริมทรัพย์ที่สร้างเสร็จ”แต่เป็น Landmark ที่สามารถมีคุณค่าเพิ่มขึ้นตามเวลา
Canopy Bangkokพิสูจน์ว่า “ท้องถิ่น” ไปกับแบรนด์ระดับโลกได้
เมื่อ Global Hospitality มาพบกับ Local Identity หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนแนวคิดนี้ได้ชัดเจน คือ Canopy by Hilton Bangkok Sukhumvit
โรงแรม Canopy by Hilton แห่งแรกในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่ง LLAN ASSET ร่วมมือกับ Hilton เพื่อนำแบรนด์ Hospitality ระดับโลกเข้ามาสู่ใจกลางกรุงเทพฯแต่โจทย์ของโครงการไม่ได้จบลงที่การนำแบรนด์ระดับโลกเข้ามาเพราะอีกด้านหนึ่งคือการทำให้โครงการ “เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่”
ตั้งแต่การออกแบบห้องพัก พื้นที่ส่วนกลาง ไปจนถึงประสบการณ์การเข้าพัก ล้วนถูกวางแนวคิดให้เชื่อมโยงกับเสน่ห์ของท้องถิ่นและชุมชนโดยรอบที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ ถนนสุขุมวิท ซอย 12 ยังมีความหมายส่วนตัวกับคุณสุกี้ เพราะเป็นสถานที่ตั้งของบ้านพักแห่งแรกในกรุงเทพฯจึงทำให้ Canopy Bangkok ไม่ได้เป็นเพียงอีกหนึ่งโครงการในพอร์ตโฟลิโอแต่เป็นเหมือนจุดตัดระหว่าง อดีตของผู้ก่อตั้ง ตัวตนของพื้นที่ และอนาคตของแบรนด์
เป็นสิ่งที่ลาน แอสเสท ต้องการสื่อผ่านแนวคิดการพัฒนาโครงการGlobal Standard ไม่จำเป็นต้องแปลว่าเหมือนกันทุกที่ในทางกลับกัน การเข้าใจ Local Context อาจเป็นสิ่งที่ทำให้สินทรัพย์หนึ่งแตกต่างจากอีกสินทรัพย์หนึ่งได้อย่างแท้จริง
การเปลี่ยนจาก Lucky Living เป็น LLAN ASSET จึงควรถูกมองในฐานะ “Business Evolution” มากกว่าการ Rebranding
ตลอดเกือบ 2 ทศวรรษ บริษัทผ่านมาทั้งธุรกิจโรงแรม ที่อยู่อาศัย Low-rise และ High-rise ระดับ Luxury จนมาถึง Lifestyle Hospitality ระดับ Upper-upscale
นั่นหมายความว่า วันนี้ขอบเขตของธุรกิจไม่ได้จำกัดอยู่ที่การพัฒนา Residential อีกต่อไป
แต่กำลังขยับไปสู่การสร้าง Ecosystem ที่ประกอบด้วยLuxury Real Estate + Hospitality + Lifestyle + Investmentและเมื่อประเภทของสินทรัพย์เปลี่ยน วิธีคิดในการพัฒนาธุรกิจก็ต้องเปลี่ยนตามจากเดิมที่อาจวัดความสำเร็จด้วยยอดขายและจำนวนโครงการ
โจทย์ใหม่กำลังกลายเป็นว่าจะสร้างสินทรัพย์ที่มีความแตกต่าง และสามารถรักษาคุณค่าในระยะยาวได้อย่างไรจึงเป็นเหตุผลที่คำว่า “Landmark” กลายเป็นหัวใจสำคัญของบทใหม่
โดยเฉพาะทิศทางการขยายธุรกิจ Luxury Real Estate และ Hospitality การทำงานร่วมกับพันธมิตรระดับโลก ตลอดจนโครงการใหม่ที่จะเข้ามาเติมพอร์ตโฟลิโอพร้อมเปิดตัวแนวคิดสำคัญของแบรนด์ “Shaping Tomorrow’s Landmarks”และ“Crafting Collectible Real Estate”ที่สะท้อนภาพเดียวกันว่า อสังหาริมทรัพย์ในมุมมองของ LLAN ASSET ไม่ควรถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเพียง “ยูนิตที่ขายได้”
แต่ควรมีทั้งตัวตน เรื่องราว การออกแบบ มาตรฐาน และคุณค่าที่สามารถเติบโตไปพร้อมกับเวลาเพราะในโลกของอสังหาริมทรัพย์โครงการหนึ่งอาจสร้างยอดขายได้ในวันนี้แต่ Landmark ที่ดี อาจสร้างคุณค่าไปได้อีกหลายทศวรรษ





