เมื่อสถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยกู้มากขึ้น คนจำนวนไม่น้อยต้องหันหาแหล่งเงินทุนทางเลือก ตลาด "สินเชื่อมีหลักประกัน" จึงเติบโตสวนเศรษฐกิจ หนึ่งในผู้เล่นที่น่าจับตาคือ Land for Loan แพลตฟอร์มนายหน้าที่เชื่อมเจ้าของโฉนดกับนักลงทุน ปลดล็อกการเข้าถึงเงินทุน พร้อมเปิดเกมใหม่ขยายฐานนายทุนด้วยผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นกู้
แบงก์เข้ม"เครดิต"ไม่ใช่คำตอบของทุกคน
ภาพของตลาดสินเชื่อไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ประกอบกับการบริหารความเสี่ยงที่เข้มงวดของสถาบันการเงิน ส่งผลให้อัตราการปฏิเสธสินเชื่อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้กู้จำนวนมาก แม้จะมีทรัพย์สิน แต่กลับไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้ ช่องว่างดังกล่าว กลายเป็นโอกาสของธุรกิจสินเชื่อทางเลือก โดยเฉพาะ "สินเชื่อมีหลักประกัน" ที่อ้างอิงมูลค่าที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ มากกว่าการพิจารณาประวัติเครดิตเพียงอย่างเดียว
"การขอสินเชื่อทุกวันนี้เข้มงวดมาก คนเข้าถึงสินเชื่อได้ยากขึ้น เราเข้ามาเพื่อช่วยแก้ Pain Point ตรงนี้" แพรรินทร์ เรืองปัญญาวุฒิ กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้ง Land for Loan กล่าว
3 ปี ปล่อยสินเชื่อเกือบ5พันล้าน "ไม่ใช้เงินตัวเอง"
ภายในระยะเวลาเพียง 3 ปี Land for Loan สร้างมูลค่าธุรกรรมสินเชื่อสะสมเกือบ 5,000 ล้านบาท จากเกือบ 4,000 ดีล พร้อมอัตราการเติบโตเฉลี่ยมากกว่า 20% ต่อปีความแตกต่างของบริษัทอยู่ที่การไม่ใช่ผู้ปล่อยกู้โดยตรง แต่ทำหน้าที่เป็น โบรกเกอร์สินเชื่อ เชื่อมโยงระหว่างเจ้าของทรัพย์สินกับนักลงทุนที่ต้องการปล่อยเงินกู้ ผ่านสัญญา 3 ฝ่าย โมเดลนี้ทำให้บริษัทไม่ต้องแบกรับต้นทุนเงินทุนเหมือนผู้ประกอบการ Non-Bank ทั่วไป แต่ใช้เครือข่ายนักลงทุนกว่า 3,000 ราย เป็นแหล่งเงินทุนหลัก
คัดทรัพย์เข้ม ไม่ใช่ทุกโฉนดจะกู้ได้
แม้จะเปิดกว้างกว่าธนาคาร แต่ Land for Loan ยืนยันว่าไม่ได้รับหลักประกันทุกแปลง การพิจารณาจะเริ่มจากการประเมินศักยภาพของที่ดิน ทั้งในแง่ทำเล มูลค่า และโอกาสในการพัฒนา เพื่อให้ทรัพย์สินยังมีคุณค่าเพียงพอรองรับความเสี่ยงของนักลงทุน
เบื้องหลังความเชี่ยวชาญดังกล่าว มาจากประสบการณ์กว่า 10 ปีในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของผู้ก่อตั้ง ซึ่งมีทั้งประสบการณ์ตรงในธุรกิจอสังหาฯ งานด้านวิชาการ และเครือข่ายนักลงทุนจำนวนมาก
ดอกเบี้ย 9-15% เดิมพันบนหลักประกัน
อีกจุดขายสำคัญคืออัตราดอกเบี้ย 9-15% ต่อปี ซึ่งบริษัทระบุว่าอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย และต่ำกว่าสินเชื่อนอกระบบที่มักคิดดอกเบี้ย 25-30% สิ่งที่บริษัทพยายามสร้างความแตกต่าง คือการประกาศนโยบาย "ไม่ต้องการยึดทรัพย์ลูกค้า" วงเงินสินเชื่อส่วนใหญ่จะอยู่เพียง 50-60% ของราคาตลาดของหลักประกัน เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกหนี้สามารถหาเงินมาไถ่ถอนทรัพย์คืนได้
หากเกิดกรณีที่ผู้ให้กู้ต้องการบังคับหลักประกัน บริษัทระบุว่าจะเข้ามาช่วยเจรจาและจัดหาเงินเพื่อไถ่ถอนก่อน ผลลัพธ์คือ บริษัทอ้างว่าปัจจุบันมีสัดส่วนหนี้เสียต่ำกว่า 1%
ออนไลน์เต็มรูปแบบ รับเงินได้ภายในวันเดียว
ความเร็วกลายเป็นอีกอาวุธสำคัญของผู้เล่นในตลาดนี้ Land for Loan เปิดให้ลูกค้าสมัครผ่านระบบออนไลน์ทั้งหมด และหากเอกสารครบถ้วน บริษัทระบุว่าสามารถดำเนินการจนได้รับเงินได้ภายใน 1 วันทำการ ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนจดจำนองที่กรมที่ดิน ซึ่งผู้กู้ ผู้ให้กู้ และบริษัทจะร่วมทำธุรกรรมอย่างถูกต้องตามกฎหมาย รายได้ของบริษัทมาจากค่านายหน้า 3-5% ของแต่ละธุรกรรม ไม่ใช่รายได้จากดอกเบี้ย
เมื่อหุ้นกู้สะดุด...นายทุนหันมาปล่อยกู้แทน
อีกด้านหนึ่ง การเติบโตของธุรกิจไม่ได้มาจากความต้องการกู้ยืมเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากการเปลี่ยนพฤติกรรมของนักลงทุนหลังเกิดเหตุผิดนัดชำระหนี้ของหุ้นกู้หลายบริษัท นักลงทุนจำนวนหนึ่งเริ่มมองหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าและมีหลักประกันรองรับ สินเชื่อที่มีอสังหาริมทรัพย์ค้ำประกัน และให้ผลตอบแทนสูงสุดราว 15% ต่อปี จึงกลายเป็นทางเลือกใหม่ เมื่อเทียบกับหุ้นกู้ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพียง 5-7%
Land for Loan จึงใช้กลยุทธ์ขยายฐานนักลงทุน โดยดึงผู้ลงทุนในตลาดตราสารหนี้ให้เปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้ปล่อยสินเชื่อผ่านพลตฟอร์ม
โจทย์ใหม่ของตลาดสินเชื่อทางเลือก
การเติบโตของธุรกิจสินเชื่อมีหลักประกัน สะท้อนให้เห็น2ด้านของเศรษฐกิจไทยในเวลาเดียวกันด้านหนึ่ง คือประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยกำลังเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อจากระบบธนาคารอีกด้านหนึ่ง นักลงทุนกำลังมองหาสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง ภายใต้ความเสี่ยงที่บริหารจัดการได้
Land for Loan จึงเป็นตัวอย่างของแพลตฟอร์มที่เข้ามาเชื่อม "คนต้องการเงิน" กับ "คนมีเงินลงทุน" ผ่านหลักประกันอสังหาริมทรัพย์
อย่างไรก็ตาม แม้โมเดลธุรกิจจะเติบโตตามภาวะตลาด แต่ความท้าทายในระยะยาวยังอยู่ที่การรักษาสมดุลระหว่างผลตอบแทนของนักลงทุน การคุ้มครองผู้กู้ และการบริหารคุณภาพสินเชื่อ
ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดว่า "สินเชื่อทางเลือก" จะก้าวขึ้นเป็นอีกฟันเฟืองสำคัญของระบบการเงินไทยได้มากเพียงใด


