วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

‘มนพร’ ชูจุดแข็งไทยฮับอาเซียน เข็นลงทุนท่าเรือ - สนามบิน

“มนพร” ชูจุดแข็งไทยฮับอาเซียน และการท่องเที่ยวระดับโลก เข็นลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม สร้าง 3 ท่าเรือสำราญ และ 2 สนามบินแห่งใหม่ พร้อมตอกย้ำนโยบายเรือธง “แลนด์บริดจ์” ยังคงเดินหน้า

นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ปาฐกถาหัวข้อ “Global Aviation Gateway : ไทยศูนย์กลางการบินโลก” ภายในงาน Dinner Talk : Go Thailand 2025 Women Run the World พลังหญิงเปลี่ยนโลก จัดโดยฐานเศรษฐกิจ วันนี้ (3 ก.พ.68) โดยระบุว่า ปัจจุบันกระทรวงคมนาคม เร่งดำเนินโครงการสำคัญภายใต้รัฐบาลของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในวิสัยทัศน์ที่ว่า “Mega Project Mega Power พลิกโฉมโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมเพื่อการพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืน”

อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่าปัจจุบันรายได้ส่วนใหญ่ของประเทศไทยมาจากภาคการท่องเที่ยว จากสถิติที่ผ่านมา อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2567 มีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้าไทยถึง 35.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 26% เทียบกับปีที่แล้ว และนำรายได้เข้าประเทศกว่า 1.67 ล้านล้านบาท สร้างการจ้างงานกว่า 7 ล้านคน หรือ 20% ของการจ้างงานทั้งหมด 

‘มนพร’ ชูจุดแข็งไทยฮับอาเซียน เข็นลงทุนท่าเรือ - สนามบิน

และในปีนี้ ประเทศไทยครองตำแหน่ง “Destination of the Year 2025” โดยได้รับตำแหน่งติดต่อกันมาแล้ว 10 ปี ประเทศไทยจึงถือเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกอยากมาเยือน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ภาคการท่องเที่ยวเป็นแรงขับเคลื่อนให้กับเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน และอนาคต 

นายมนพร กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันกระทรวงคมนาคม เร่งหน้าขับเคลื่อนโครงข่ายคมนาคมเพื่อส่งเสริมจุดแข็งอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เริ่มจากการท่องเที่ยวโดยเรือสำราญขนาดใหญ่ ประเทศไทยเองมีตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์บนเส้นทางการท่องเที่ยวทางทะเลระหว่างประเทศที่สำคัญ โดยจากตัวเลขสถิติในช่วงก่อนสถานการณ์โควิด ประเทศไทยมีจำนวนเรือสำราญขนาดใหญ่เข้ามาแวะพักจอดมากเป็นอันดับที่ 3 ของภูมิภาคเอเชีย และมีอัตราการเติบโตถึง 14% 

ขณะที่ประเทศไทยเองกลับไม่มีท่าเทียบเรือในการรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่โดยเฉพาะโดยต้องแบ่งใช้พื้นที่บางส่วนในท่าเรือกรุงเทพ ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือเกาะสมุย และท่าเรือภูเก็ต ซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวไม่ได้รับความสะดวกสบายในการเดินทางกระทรวงคมนาคม ได้มีแผนการก่อสร้างท่าเรือสำราญขนาดใหญ่ซึ่งครอบคลุมทั้งฝั่งอ่าวไทย และอันดามัน จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ 1. ท่าเรือสำราญบริเวณแหลมบาลีฮาย เมืองพัทยา 2. ท่าเรือสำราญภูเก็ต และ 3.ท่าเรือสำราญเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยหลังเปิดบริการ 3 ท่าเรือนี้ คาดว่าจะมีจำนวนเรือสำราญเพิ่มขึ้น สร้างเม็ดเงิน และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากเดิมไม่น้อยกว่า 7 - 8 เท่า

นอกจากนี้ ศักยภาพของการขนส่งทางอากาศในไทยก็มีสูง โดยจากข้อมูลของสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ หรือ IATA คาดการณ์ว่าในปี 2575 จะมีนักท่องเที่ยว และผู้โดยสาร เดินทางมายังประเทศไทยทางเครื่องบินถึง 240 ล้านคน กระทรวงคมนาคมจึงมีแผน จะพัฒนาท่าอากาศยานนานาชาติหลักให้สามารถรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากดังกล่าว 

ทั้งนี้ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. กำลังดำเนินการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิระยะที่ 3 โดยจะทำการขยายอาคารผู้โดยสารหลักปัจจุบันด้านทิศตะวันออกรวมทั้งพัฒนาอาคารผู้โดยสารแห่งใหม่ด้านทิศใต้ และทางวิ่งเส้นที่ 4 เพิ่มเติม ซึ่งอยู่ระหว่างเตรียมการพัฒนา วงเงินลงทุนจำนวน 170,000 ล้านบาท ท่าอากาศยานดอนเมือง ทอท. กำหนดแผนก่อสร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศแห่งใหม่ และปรับปรุงอาคารผู้โดยสารในประเทศหลังเดิม วงเงินลงทุนจำนวน 36,830 ล้านบาท

ในส่วนการวางแผนเพื่ออนาคต ทอท. มีแผนจะพัฒนาท่าอากาศยานเชียงใหม่ และท่าอากาศยานภูเก็ต ซึ่งปัจจุบันมีคนไทย และนักท่องเที่ยวต่างชาติมาใช้เป็นจำนวนมาก และมีสภาพที่แออัด กระทรวงคมนาคม จึงมีแผนการพัฒนาท่าอากาศยานแห่งใหม่ในภาคเหนือ ได้แก่ ท่าอากาศยานล้านนา ในพื้นที่จังหวัดลำพูน ซึ่งอยู่ห่างจากท่าอากาศยานเชียงใหม่ ปัจจุบันเพียง 22 กิโลเมตร เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการเดินทาง ทางอากาศในภาคเหนือ และพัฒนาท่าอากาศยานแห่งใหม่ในภาคใต้ ได้แก่ ท่าอากาศยานอันดามัน ซึ่งห่างจากท่าอากาศยานภูเก็ตปัจจุบันประมาณ 23 กิโลเมตร เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการเดินทาง ทางอากาศในภาคใต้

และอีกหนึ่งโครงการที่สำคัญที่เป็นโครงการเรือธงของรัฐบาลนี้ คือ การพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อให้เป็นเส้นทางการขนส่งสินค้าทางทะเลเส้นทางใหม่ของโลก ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 15% - 20% และลดระยะเวลาในการขนส่งทางทะเลได้ประมาณ 4 - 5 วัน โครงการแลนด์บริดจ์จะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าทางทะเลแห่งใหม่ของภูมิภาค และของโลก

นางมนพร กล่าวด้วยว่า จากที่บรรยายมาทั้งหมดนั้น กระทรวงคมนาคมได้วางแผนพัฒนาระบบคมนาคม และให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพื่อส่งเสริมให้เกิดการสร้างเม็ดเงินเข้าประเทศ ตามนโยบายของรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางน้ำ และศูนย์กลางการขนส่งทางอากาศ ทำให้คุณภาพชีวิตของคนไทยดีขึ้นรัฐบาลภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร มีรัฐมนตรีหญิงถึง 8 คน โดยท่านนายกรัฐมนตรีได้เปิดโอกาส และมอบหมายให้สตรีเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนนโยบาย และขับเคลื่อนประเทศ และรัฐมนตรีหญิงทุกคนสามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้เป็นอย่างดี

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์