นายกฯ พบ ส.อ.ท. รับสมุดปกขาว พร้อมฝากการบ้านเอกชนทำ Action Plan เสนอแผนรับมือน้ำแล้งภาคตะวันออก ย้ำไทยจะเป็นฐานผลิตรถยนต์สันดาปสุดท้ายในโลก ยืนยันเร่งเจรจา FTA ดึงลงทุนต่างประเทศ
วันนี้ (6 ต.ค.) นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมคณะผู้บริหาร ส.อ.ท. เข้าพบนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อหารือและนำเสนอแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐบาลมุ่งเน้นการดำเนินงานในทุกมิติเพื่อทำงานแบบบูรณาการ และพร้อมทำงานร่วมกับภาคเอกชน เพื่อนำไปสู่การเติบโตของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมทั่วประเทศ
ด้าน นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยภายหลังการประชุมว่าบรรยากาศในการเข้าพบนายกฯ เป็นไปอย่างเข้าอกเข้าใจ และได้รับการตอบรับอย่างตรงประเด็น โดยเอกชนได้รับโจทย์มาอย่างชัดเจนในการจัดทำ Action Plan เพื่อฉายภาพแนวทางในการดำเนินงานเรื่องเร่งด่วน ระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาวเป็นรายเซคเตอร์อุตสาหกรรม รวมถึงแผนผลักดันอุตสาหกรรมในรูปแบบคลัสเตอร์ด้วย ภายใน 2 สัปดาห์เพื่อเสนอนายกฯอีกครั้ง
ทั้งนี้ นายกฯ ได้ย้ำถึงแผนการบริหารจัดการน้ำ ที่มีปัญหาซ้ำซ้อนทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้ง โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่มีความต้องการใช้น้ำปริมาณมากจากทั้งภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม รวมทั้งแผนการรับมือกับเอลนีโญ่ที่จะรุนแรงขึ้นในเดือนเม.ย.2567
“ปัจจุบันผู้ประกอบการรวมทั้งนักลงทุนต่างชาติได้แสดงความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำมากในพื้นที่มาบตาพุด อาทิ เหล็ก อิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมี”
นอกจากนี้ นายกฯ ยังได้ย้ำถึงแนวทางในการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยในการเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกรถเครื่องยนต์สันดาป (ICE) แห่งสุดท้ายของโลก โดยเฉพาะตลาดรถพวงมาลัยขวา เพื่อให้ช่วงการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี ไม่กระทบต่อผู้ผลิตในซัพพลายเชนยานยนต์กว่า 6 แสนคน ปรับตัวได้ทัน
“ทั้งนี้ แนวทางในการส่งเสริมรถ ICE จะมีการพูดคุยกับผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นที่มีฐานการผลิตหลักในไทยให้มีมาตรฐานในการผลิตรถประหยัดน้ำมันยูโร 5-6 ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รวมทั้งแนวทางการผลิตรถพลังงานทางเลือกอื่นๆ เช่น ไฮบริด และไฮโดรเจน”
ขณะเดียวกันนายกฯ ยืนยันด้วยว่าจะเร่งเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ให้เร็วที่สุด เพื่อสนับสนุนให้เกิดการดึงดูดลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ท่ามกลางกระแสการเคลื่อนย้ายฐานการลงทุนที่เกิดขึ้นในภูมิภาค ทั้งจากจีนและยุโรปที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างภูมิรัฐศาสตร์
ทั้งนี้ ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง ส.อ.ท.ยังคงเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมไทย และพยายามดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศโดยเฉพาะอุตสาหกรรมเป้าหมาย สู่ความยั่งยืน โดยมุ่งเน้นเรื่องของคลีน (Clean) กรีน(Green) และการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
“ส.อ.ท.ได้นำเสนอข้อเสนอแนะแก่นายกรัฐมนตรี ที่ประกอบด้วยข้อเสนอแนะ 8 ข้อหลัก จาก 70 ข้อ โดยมุ่งเน้นการพัฒนา 3 ด้าน คือ การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน การขับเคลื่อน GDP ให้เติบโตมากขึ้น และความยั่งยืน ทั้งเรื่องการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาเศรษฐกิจแบบ BCG” นายเกรียงไกร กล่าวเสริม
โดยในที่ประชุม ส.อ.ท. ได้เสนอแนะ 8 แนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย ได้แก่
1. การปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ เพื่อส่งเสริม Ease of Doing Business และเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจ เสนอกำหนดให้การปฏิรูปกฎหมาย (Regulatory Reform) เป็นวาระแห่งชาติ โดยใช้กลไกผ่านวิธีการแก้ไขกฎหมายกลาง (Omnibus Laws) และ Regulatory Guillotine
รวมทั้งบูรณาการในการออกกฎหมาย กฎระเบียบ และแนวทางปฏิบัติระหว่างหน่วยงานภาครัฐให้เกิดความชัดเจนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน รวมศูนย์บริการและขอรับการช่วยเหลือจากภาครัฐ แบบ One Stop Service ณ จุดเดียว โดยเฉพาะการขออนุมัติอนุญาตประกอบกิจการ
2. การพัฒนาบุคลากร เพิ่มผลิตภาพแรงงาน และแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานทั้งระบบ การปรับอัตราค่าจ้างขั้นตํ่าควรเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ค่าจ้างไตรภาคี พิจารณาสอดคล้องกับปัจจัยทางเศรษฐกิจของแต่ละพื้นที่ โดยให้ยึดข้อเสนอ/ข้อมูลจากคณะกรรมการไตรภาคีของแต่ละจังหวัดเป็นหลักในการพิจารณา
การเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (Labour Productivity) พัฒนาทักษะฝีมือแรงงานทั้ง Upskill/ Reskill/ Multi Skill/ Future Skill ให้ตรงตามความต้องการของผู้ประกอบการและตลาดแรงงาน เพื่อลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานฝีมือ รวมทั้งส่งเสริมให้จ่ายค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน (Pay by Skills) และเร่งรัดให้มีการกำหนดมาตรฐานฝีมือแรงงานครบทุกสาขาอาชีพ
3.การบริหารจัดการด้านพลังงานทั้งระบบรองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) เร่งพิจารณาทบทวนแผนพลังงานชาติ หรือ National Energy Plan (NEP) ฉบับใหม่ ลดภาระต้นทุนพลังงาน และค่าไฟฟ้า โดยบริหารจัดการReserve Capacity และทบทวนโครงสร้างพลังงานที่เกี่ยวข้องกับค่า Ft รวมถึงบริหารและจัดสรรก๊าซธรรมชาติให้เหมาะสมรวมทั้งเร่งจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาพลังงาน (กรอ. พลังงาน)
4. การส่งเสริมการส่งออก การค้า และสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) เร่งสร้างกลไกและแผนในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ที่มีศักยภาพ รวมทั้งสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้มีความต่อเนื่องและครอบคลุม Ecosystem ของอุตสาหกรรม เร่งรัดการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) เช่น FTA ไทย - EU, ไทย - EFTA, ไทย - GCC, อาเซียน - แคนาดา, ไทย – US เป็นต้น
นอกจากนี้ เพิ่มสิทธิประโยชน์สำหรับสินค้า Made in Thailand (MiT) ให้ได้รับแต้มต่อเป็น 10% และให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกับภาคเอกชนให้สามารถนำยอดซื้อมาหักเป็นค่าใช้จ่ายลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า รวมทั้งปกป้องสินค้าไทยโดยการควบคุมสินค้านำเข้าที่ไม่ได้คุณภาพ
5. การยกระดับอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และดิจิทัล สนับสนุนการลงทุนพัฒนาไปสู่ Digital Transformation 4.0 เพื่อยกระดับขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรมการผลิต และ SMEs ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ขับเคลื่อนการสร้างผู้ประกอบการฐานนวัตกรรม (Innovation Driven Enterprise) รายอุตสาหกรรม และรายภูมิภาค รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนวิจัยพัฒนา/วิเคราะห์ทดสอบ
รวมทั้ง ออกมาตรการส่งเสริมภาคเอกชนให้เกิดการซื้อสินค้าในบัญชีนวัตกรรม เพื่อขยายตลาดเข้าสู่ตลาดภาคเอกชน เช่นนำค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าในบัญชีนวัตกรรม มาหักเป็นค่าใช้จ่ายลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า
6. การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน (BCG & ESG) การบริหารจัดการทรัพยากรนํ้า และการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero บูรณาการการบริหารจัดการนํ้าอย่างยั่งยืน เช่น เร่งรัดโครงการพัฒนาแหล่งเก็บน้ำที่สำคัญ ลดการสูญเสียน้ำในอ่างเก็บน้ำเพิ่มประสิทธิภาพท่อส่งน้ำ (Water Grid) การจัดตั้งกองทุนน้ำ พัฒนาระบบชลประทาน เป็นต้น
ขณะเดียวกัน เตรียมความพร้อมในการรับมือมาตรการ Climate Change เช่น จัดทำ Climate Fund, มาตรการส่งเสริมการลด GHG, จัดทำมาตรการ Emission Trading System (ETS), ขับเคลื่อนนโยบายพลังงาน 4D 1 E เป็นต้น
นอกจากนี้ ผลักดันการดำเนินการอุตสาหกรรมสีเขียว และเพิ่มมูลค่าสู่อุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) โดยส่งเสริมการใช้ Circular Materials , การขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต หรือ Extended Producer Responsibility (EPR)
7. การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ SMEs ออกมาตรการการเงิน เสริมสภาพคล่อง SMEs เช่น มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่า (Soft Loan), มาตรการค้าประกันสินเชื่อเพื่อ SME, มาตรการพักดอกลดต้น เป็นต้น การปรับอัตราภาษีสำหรับธุรกิจ SMEs เพื่อช่วยลดภาระให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs ในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว ลด 5 % จากอัตราเดิม
นอกจากนี้ จัดตั้งกองทุนเพิ่มผลิตภาพการผลิตด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่สำหรับ SMEs เพื่อให้ SME นำเทคโนโลยี Automation & Robotic มาลดต้นทุนการผลิต และทดแทนกำลังแรงงานที่ขาดแคลน
8. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน Logistics และพื้นที่สำหรับอุตสาหกรรม แก้ไขปัญหาความแออัด ณ บริเวณท่าเรือแหลมฉบัง และเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการขนส่งสินค้าในรูปแบบ Shift Mode (เรือ-ราง)
นอกจากนี้ ยกระดับด่านชายแดนเป็นจุดผ่านแดนถาวร ได้แก่ จุดผ่อนปรนบ้านห้วยต้นนุ่น อำเภอขุมยวน จังหวัดแม่ฮ่องสอนและจุดผ่อนปรนพิเศษด่านสิงขร อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และระหว่างไทย - กัมพูชา ได้แก่ จุดผ่อนปรนการค้าบ้านซับตารี อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี
รวมทั้งปรับปรุงผังเมืองทั่วประเทศ ให้พื้นที่เกษตรกรรมสามารถรองรับอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy)









