background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

‘เศรษฐกิจไทย’ เหมือนนักกีฬาสูงวัย พ้นกับดักรายได้ปานกลางยากขึ้น

‘เศรษฐกิจไทย’ เหมือนนักกีฬาสูงวัย พ้นกับดักรายได้ปานกลางยากขึ้น

“นักเศรษฐศาสตร์” ร่วมเวที Economic Outlook 2024 กรุงเทพธุรกิจ มองทิศทางเศรษฐกิจไทยเปรียบเหมือนนักกีฬาสูงวัย ต้องแข่งขันบนเวทีที่สร้างมูลค่าสูง ห่วงไทยจะพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางได้ยากขึ้น

“กรุงเทพธุรกิจ” จัดสัมมนา Thailand Economic Outlook 2024 Change the Future Today เมื่อวันที่ 4 ต.ค.2566 โดยมีนักเศรษฐศาสตร์มีนำเสนอทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2567 ในหัวข้อ “The Risk and Opportunity โอกาส ก้าวข้ามความเสี่ยงเศรษฐกิจไทย 2024”

นายสันติธาร เสถียรไทย ที่ปรึกษาอาวุโส Global Counsel และอดีตกรรมการผู้จัดการ Sea Ltd กล่าวว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยถูกมองว่าอยู่ระดับกลางของอาเซียน โดยความน่าสนใจในเรื่องการเข้ามาลงทุนน้อยกว่าสิงคโปร์ เวียดนาม อินโดนิเซียและมาเลเซีย ส่วนหนึ่งเพราะความสามารถในการแข่งขันของไทยด้านเศรษฐกิจน้อยลงเมื่อเทียบกับอดีต

สำหรับโอกาสของไทยแม้ได้ประโยชน์จากความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ และการลงทุนของบริษัทระดับโลกเริ่มออกจากจีน เพื่อขยายการลงทุนในอาเซียน แต่ไทยไม่ใช่จุดหมายปลายทางแรกของการย้ายฐานลงทุน โดยการมาลงทุนไทยเพื่อกระจายความเสี่ยงหลังจากลงทุนบางประเทศมากแล้ว เช่น อินโดนีเซียหรือเวียดนาม แต่แม้ว่าเหตุผลนั้นเราต้องคว้าโอกาสนั้นไว้เพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคต

ทั้งนี้หากเทียบเศรษฐกิจไทยวันนี้เหมือนนักกีฬาสูงวัยที่มีอาการป่วย และปัญหาของการเป็นนักกีฬาสูงวัย คือ การแก้ปัญหาหลายอย่างต้องใช้เวลา และสมรรถนะร่างกายที่ตกลงก็เหมือนกับเศรษฐกิจที่เติบโตลดลง จะเห็นว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 3% และปีนี้เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวได้ต่ำกว่า 3% 

นอกจากนี้ในช่วงที่การฟื้นตัวจากโควิด-19 สิ่งที่เห็น คือ หลายประเทศมีช่วงที่เศรษฐกิจเติบโตสูงไประดับ 7-8% แต่เศรษฐกิจไทยเติบโตแค่ 1-2% ซึ่งสะท้อนศักยภาพเศรษฐกิจที่ลดลงชัดเจน

“เมื่อรัฐบาลต้องการมีเศรษฐกิจที่เติบโตก็ต้องหวังการกระตุ้น ซึ่งปัญหาที่ตามมามีผลข้างเคียงเช่น หนี้สูงขึ้นทั้งภาคครัวเรือนและหนี้สาธารณะ เหมือนนักกีฬาที่ถูกบังคับให้เล่นทั้งที่มีอาการบาดเจ็บหรือใช้ยากระตุ้นระยะสั้น สุดท้ายจะมีอาการบาดเจ็บตาม”

‘เศรษฐกิจไทย’ เหมือนนักกีฬาสูงวัย พ้นกับดักรายได้ปานกลางยากขึ้น

รวมทั้งความเสี่ยงของไทยที่มากที่สุด คือ การเป็นนักกีฬาที่ถูกลืมจากเวทีโลก ทำอย่างไรให้นักกีฬาสูงวัยกลับมาเป็นผู้เล่นตัวจริงได้ เพราะหากมองไปแล้วนักกีฬาสูงวัยหลายคนยังเล่นได้โดดเด่น และมีอย่างน้อย 4 ข้อที่ทำได้ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยแข่งขันต่อไปได้ ดังนี้

1.การออกไปหาตลาดและเชิญชวนการลงทุนจากภายนอกประเทศ ซึ่งเรื่องนี้นายเศรษฐา ทวีสินนายกรัฐมนตรี และรมว.คลังกำลังทำอยู่ เพราะเรื่องนี้เปรียบไปแล้วก็เหมือนนักกีฬาสูงวันที่แมวมองจะไม่มาหาเรา เราต้องไปหาแมวมองเองแล้วบอกว่าประเทศไทยเหมาะที่จะลงทุนอย่างไร ไปเจรจากับนักลงทุนรายใหญ่เพื่อให้เข้ามาลงทุนในไทย

2.การผ่าตัดเพื่อซ่อมแซม เพื่อให้สามารถแข่งขันและเติบโตต่อไปได้ เหมือนกับนักกีฬาที่มีอาการบาดเจ็บเรื้อรัง การผ่าตัดของเราคือการผ่าตัดกฎกติกาที่เป็นอุสรรคต่อการทำธุรกิจ (regulatory guillotine) ซึ่งทำให้ต้นทุนของธุรกิจลดลง และอุปสรรคในการทำธุรกิจลดลงด้วยซึ่งจะช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

3.ประเทศไทยต้องเป็นนักกีฬาที่เล่นให้ฉลาดมากขึ้น หมายความว่าเล่นบทบาทที่ชาญฉลาดมากขึ้นในตลาดโลก รวมทั้งต้องพัฒนาแรงงานในประเทศที่มีทักษะมากขึ้น โดยเฉพาะทักษะเรื่อง AI Transformation ปรับทักษะ (Re skills)

4.การใช้ยากระตุ้น ซึ่งนักกีฬาสูงวัยบางครั้งก็ต้องใช้บ้าง ซึ่งเรื่องเศรษฐกิจ การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นบางทีก็ต้องทำอย่างระมัดระวัง เพราะกระสุนทางการคลังมีน้อยลง ต้องใช้อย่างระวัดระวังและต้องทำด้วยความโปร่งใส และการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องช่วยให้เกิดการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาวได้ด้วย

‘เศรษฐกิจไทย’ เหมือนนักกีฬาสูงวัย พ้นกับดักรายได้ปานกลางยากขึ้น

นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันการวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย หรือ (TDRI) กล่าวว่า การเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวลงสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจที่มีมานาน และเมื่อมองไปยังอนาคตมีความท้าทายมากที่จะสร้างการเติบโตในระยะต่อไป เพราะจำนวนแรงงานไทยลดลงและเข้าสู่สังคมสูงวัย

ทั้งนี้เมื่อไทยมีแรงงานลดลงทำให้เป้าหมายทางเศรษฐกิจในการออกจากกับดักรายได้ปานกลางยากขึ้นและใช้เวลามากขึ้น โดยหากดูมิติตัวชี้วัดรายได้ต่อหัวประชากร (GNI per capita) ซึ่งเป้าหมายที่ไทยตั้งไว้ว่าจะไปสู่ประเทศรายได้ระดับสูงนั้นไทยเราเดินไปได้แค่ 54.8% ของเป้าหมาย เพราะที่ผ่านมา 10 ปี เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ย 3% ต่อปี 

ซึ่งหากเติบโตระดับนี้ต่อไปกว่าที่จะบรรลุการเป็นประเทศรายได้ระดับสูงในปี 2043 จะถูกขยับไปปี 2048 ขณะที่เวียดนามประกาศบรรลุเป้าหมายได้ในปี 2050 สะท้อนว่าไทยกำลังล้าหลังและถูกจับคู่กับประเทศที่เคยอยู่ข้างหลังเรามากขึ้น

นอกจากนี้การที่จำนวนแรงงานลดลงทำให้รายได้เฉลี่ยที่แท้จริงของไทยหลังหักรายได้ของคนต่างชาติที่เข้ามาทำงานในไทยและรวมรายได้คนไทยในต่างประเทศ พบว่ารายได้ที่แท้จริงของคนไทยขาดดุล 5 แสนล้านบาท

ขณะที่การฟื้นจากวิกฤติเศรษฐกิจแต่ละครั้งพบว่าไทยฟื้นตัวช้าและเติบโตเศรษฐกิจลดลง เช่นการผ่านวิกฤติโควิด-19 ล่าช้าและเต็มไปด้วยบาดแผล ได้แก่ การเกิดหนี้ครัวเรือน หนี้ธุรกิจและหนี้ภาครัฐ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ทำให้ภาคครัวเรือน ธุรกิจและภาครัฐมีหนี้สูงกว่าเดิมมาก ขณะที่ภาครัฐมีกระสุนน้อยลง และการดำเนินนโยบบายที่มุ่งเน้นเรื่องระยะสั้นจะกระทบจุดที่เกิดต้นทุนเชิงนโยบายที่สูง

ขณะที่หลังโควิด-19 การพึ่งพาเศรษฐกิจบางประเทศที่ไทยเคยพึ่งพาได้เช่นเศรษฐกิจจีนจะพึ่งพาได้น้อยลง เนื่องจากว่าจีนอาจจะไม่ได้มีบทบาทเข้ามาช่วยในการผลิตของโลกมากในจังหวะมีปัญหาเศรษฐกิจภายในจริง และคาดว่าจีนต้องใช้เวลาหลายปีในการแก้ปัญหานี้ รวมทั้งปัญหาเรื่องของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

นักวิชาการอาวุโสจากทีดีอาร์ไอกล่าวด้วยว่าโอกาสของประเทศไทยที่ควรทำมี 7 เรื่อง ได้แก่

1.เพิ่มมาร์เก็ตแชร์ของผู้ส่งออกรายใหม่ เพื่อให้ประเทศไทยมีตลาดส่งออกเพิ่มขึ้น 

2.ใช้ประโยชน์จากความขัดแย้งในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ว่าเราควรใช้ประโยชน์ให้ได้จากมหาอำนาจทั้งสองทางจริงๆ และหาข้อได้เปรียบจากการเจรจา 

3.การผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ ให้ได้ประโยชน์กับเศรษฐกิจจริงๆ วางแผนว่าจะผลักดันอย่างไร 

4.ใช้ประโยชน์จากการขยายการคมนาคมขนส่งและเทคโนโลยีของจีน เช่น การเชื่อมต่อสินค้าของไทยไปขายในจีนผ่านรถไฟจีน-ลาว 

5.แสวงหาจุดหมายปลายทางใหม่ว่าจะหาความร่วมมือในระเบียบโลกใหม่และความร่วมมือใหม่ได้อย่างไร 

6.ใช้ประโยชน์ต่อเนื่องจากนโยบายที่มีประโยชน์เช่น BCG การพัฒนาอย่างยั่งยืน 

7.มุ่งไปสู่การผลิตสินค้า อุตสาหกรรมใหม่ที่ตรงกับความต้องการของโลก

‘เศรษฐกิจไทย’ เหมือนนักกีฬาสูงวัย พ้นกับดักรายได้ปานกลางยากขึ้น

นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกจะมี 3 เทรนด์ใหญ่ที่เป็นความท้าทาย เรื่องแรกคือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) สอง ความตึงเครียดระหว่างภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) สาม สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society)

ทั้งนี้ ภูมิภาคอาเซียนจะเป็นภูมิภาคที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสูงที่สุด ซึ่งจะเผชิญหน้ากับภัยพิบัติ ท้ังน้ำท่วมและภัยแล้ง ที่จะทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ อย่างในปี 2011 ที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ได้สร้างความเสียหายให้เศรษฐกิจไทยคิดเป็น 11% ของจีดีพี

สำหรับความสนใจหลักเรื่องภูมิรัฐศาสตร์จะอยู่ที่โลกแบ่งขั้ว (Decoupling) ระหว่างสหรัฐและจีนที่เป็นยักษ์ใหญ่ 2 ตลาด ซึ่งโจทย์สำคัญของภูมิภาคอาเซียนและไทยเองคือจะอยู่ร่วมกับทั้งสองขั้วอำนาจนี้อย่างไร

“รายงานของธนาคารโลกมีตัวเลขที่น่าสนใจ เรื่องการส่งออกจากอาเซียนไปยังตลาดสหรัฐเพิ่มขึ้นในบางหมวด โดยไทยส่งออกอยู่ที่อันดับ 3-4 ส่วนใหญ่เป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่การส่งออกจากอาเซียนไปจีนนั้นจะพบว่า มาเลเซียและอินโดนีเซียได้ประโยชน์จากการส่งออกเพิ่มขึ้น ส่วนไทยกลับไม่มีความเปลี่ยนแปลงมากนัก เนื่องจากไทยยังไม่ได้อยู่ในห่วงโซ่คุณค่าในการส่งออกเข้าไปในจีน”

ดังนั้นจึงต้องมองภาพใหญ่ในระยะยาวที่น่ากังวลว่าสงครามการค้าจะทำให้ระดับการค้าขายโดยรวมลดลงหรือไม่ แม้ในระยะสั้นอาจจะเห็นภาพบวกของบางหมวดหมู่สินค้าก็ตาม เนื่องจากสหรัฐจะมีการบังคับใช้กฎหมายที่เอื้อต่อการผลิตในประเทศมากขึ้น อาทิ Inflation Reduction Act และ Chips Act

ขณะที่ในมิติด้านความรู้ การร่วมมือการทำวิจัยและจดสิทธิบัตรร่วมกันระหว่างสหรัฐและจีนมีแนวโน้มลดลงตั้งแต่ช่วงก่อนโควิด และชัดเจนยิ่งขึ้นหลังมีการบังคับใช้ Chips Act

แต่สำหรับไทยพบว่ามีความร่วมมือกับจีนมากขึ้น ซึ่งสะท้อนว่าแนวทางที่จะเดินไปข้างหน้าได้ต้องพึ่งความร่วมมือทางความรู้และเทคโนโลยี โดยเฉพาะในภาคการบริการที่ไทยมีศักยภาพสูง และขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคในปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม เมื่อดูตำแหน่งประเทศไทยใน Global Supply Chain ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่าการผลิตของไทยไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก ยังเป็นการใช้แรงงานเพื่อการประกอบ (Labor Assembly) เนื่องจากมีอุปสรรคบางอย่างที่ทำให้ก้าวข้ามไปไม่ได้

ขณะที่ความเสี่ยงเรื่องสังคมสูงวัยน่ากังวลว่าจะเกิดความยากจนมากขึ้นในกลุ่มผู้สูงอายุ รวมถึงคนวัยทำงานที่จะปรับตัวยากขึ้น

“หากประเมินภาพเศรษฐกิจมหภาคของไทยยังค่อยข้างดี ประเทศไทยไม่ใช่นักวิ่งที่ป่วย แต่เราเคยบาดเจ็บและมีความกลัว ทั้งที่จริงเราวิ่งได้เร็วกว่านี้ หลายอย่างเป็นข้อจำกัดที่เราสร้างขึ้นเอง ที่สามารถแก้ไขได้ด้วยการกำหนดนโยบายใหม่”