วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม 2569

Login
Login

นายกฯแบ่งงานดึง ‘การลงทุน’ ‘ภูมิธรรม’ ดู 'EEC' ‘ปานปรีย์’ ดู 'BOI'

นายกฯแบ่งงานดึง ‘การลงทุน’  ‘ภูมิธรรม’ ดู 'EEC' ‘ปานปรีย์’ ดู 'BOI'

นายกฯ ผ่างานดึงลงทุน มอบ “ภูมิธรรม” คุมงานอีอีซี “ปานปรีย์” คุมบีโอไอดึงต่างชาติลงทุน “พรหมินทร์” ยืนยันไร้ปัญหา ระบุรัฐบาลหนุนอีอีซีต่อ พร้อมเจรจารายใหญ่ดึงการลงทุนจากต่างชาติ ชงรัฐบาลใหม่เร่งเคลียร์ 2 โครงการยังไม่เริ่มก่อสร้าง “รถไฟความเร็วสูง-อู่ตะเภา”

นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ถูกขับเคลื่อนมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 1 จนกระทั่งมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ.2561 ในขณะที่หลายฝ่ายมีความกังวลถึงการขับเคลื่อนนโยบายอีอีซีหลังจากมีรัฐบาลใหม่

ในขณะที่รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาจะมีการต่อยอดเขตเศรษฐกิจพิเศษ และระเบียงเศรษฐกิจ 4 ภาค ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ไม่มีการระบุที่ชัดเจนในนโยบายรัฐบาลที่จะขับเคลื่อนอีอีซี

นอกจากนี้ รัฐบาลได้มีนโยบายการทูตเชิงรุกเพื่อเศรษฐกิจ โดยส่วนหนึ่งจะใช้นโยบายการทูตเพื่อเร่งรัดการลงทุนด้วยการปรับปรุงกระบวนการพิจารณาอนุมัติโครงการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เพื่อดึงดูดการลงทุนที่จะช่วยวางรากฐานให้เศรษฐกิจในระยะยาว

การมอบหมายงานของนายกรัฐมนตรีให้รองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลที่ผ่านมาจะมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีคนเดียวกำกับดูแลงานด้านการลงทุน ส่วนรัฐบาลปัจจุบันได้มีการแบ่งงานกำกับดูแลการลงทุน ดังนี้ 1.นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กำกับดูแลบีโอไอ 2.นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กำกับดูแล สกพอ.

น.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการแบ่งงานของนายกรัฐมนตรีให้รองนายกรัฐมนตรี 2 คน กำกับดูแลงานด้านการลงทุน ว่า ไม่น่ามีปัญหาในทางบริหารงานเศรษฐกิจของรัฐบาลเพราะตอนนี้เราถือเป็นรัฐบาลเดียวกัน และรัฐบาลได้มีการปรึกษากันตลอดเวลาในเรื่องนโยบายต่างๆ

นายกฯแบ่งงานดึง ‘การลงทุน’  ‘ภูมิธรรม’ ดู 'EEC' ‘ปานปรีย์’ ดู 'BOI'

“อย่าลืมว่านายกรัฐมนตรี พูดตลอดว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลของประชาชนที่จะทำงานเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน รวมทั้งทำให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น”

ยืนยันเดินหน้า“อีอีซี”ต่อ

ส่วนประเด็นที่มีคำถามว่ารัฐบาลจะผลักดันนโยบายอีอีซีต่อหรือไม่ น.พ.พรหมินทร์ กล่าวว่า นโยบายอีอีซีเป็นนโยบายของรัฐบาลที่ผ่านมาที่มีการดำเนินการมาต่อเนื่องมีนักลงทุนเข้ามาจำนวนมากที่ลงทุนอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว โดยรัฐบาลปัจจุบันจะมีการส่งเสริมต่อเนื่องไป แต่ก็อาจจะมีอะไรใหม่ๆขึ้นมา ที่สำคัญคือการชักชวนให้นักลงทุนต่างชาติที่เป็นรายใหญ่ให้เข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะดึงการลงทุนเข้ามาในพื้นที่อีอีซีเพิ่มขึ้น

เมื่อถามว่าในเรื่องการแบ่งงานให้รองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลหน่วยงานเศรษฐกิจ ตอนนี้ก็มีการแบ่งงานไปมากแล้วหลายหน่วยงาน ซึ่งถือว่าเป็นขั้นตอนหนึ่งของการแปลงนโนบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภาให้ไปสู่ทางปฏิบัติ ส่วนหน่วยงานเศรษฐกิจอื่นๆที่ยังไม่ได้แบ่งงานให้รองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแล เช่น สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ “สสปน.” ก็จะมีการปรึกษากับท่านนายกรัฐมนตรี และแบ่งงานให้กำกับดูแลต่อไป

น.พ.พรหมินทร์ กล่าวว่า ในการเดินทางไปยังสหรัฐของนายกรัฐมนตรีและคณะในวันที่ 19-24 ก.ย.2566จะได้พบกับกลุ่มนักธุรกิจที่มีความสำคัญในระดับโลกหลายท่าน

ชงรัฐบาลเร่งเคลียร์2โครงการ

รายงานข่าวจาก สกพอ.ระบุว่า การขับเคลื่อนนโยบายอีอีซีมีประเด็นที่ต้องเสนอรัฐบาลใหม่พิจารณาหลายเรื่อง โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่เริ่มก่อสร้าง 2 โครงการ ประกอบด้วย 

1.การแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) โดยจะแก้ไขสัญญาส่วนที่เกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนการดำเนินโครงการกรณีที่เกิดเหตุสุดวิสัย และหากได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงจะเริ่มก่อสร้าง 

สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ลงนามสัญญามาเกือบ 4 ปี แล้ว ลงนามตั้งแต่วันที่ 24 ต.ค.2562 ระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (กฟผ.)  และบริษัท เอเชียเอรา วัน จำกัด แต่ยังเริ่มก่อสร้างไม่ได้ รวมทั้งบริษัท เอเชียเอรา วัน จำกัด ได้ยื่อขอให้รัฐบาลเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 และนำมาสู่การเจรจาแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน

2.โครงการเมืองการบินอู่ตะเภา อยู่ระหว่างกองทัพเรือประกาศประกวดราคาทางวิ่งที่ 2 ซึ่งโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกลงนามมาตั้งแต่วันที่ 19 มิ.ย.2563 ระหว่าง สกพอ.และบริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จํากัด โดยเอกชนคู่สัญญาได้มีการปรับแผนการลงทุนเป็น 40,000 ล้าน ใช้กลยุทธ์แอร์พอร์ตซิตี้ ดึงผู้โดยสารเข้าไทยตามเป้าปีละ 60 ล้านคน เร่งดึงพันธมิตรต่างชาติ พร้อมเปิดปี 2570