ลุ้นรัฐเคาะเกณฑ์ 'เบี้ยยังชีพผู้สูง'

พล.อ.อนุพงษ์ เผยถึงการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุตามระเบียบ มท. ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2566 ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติกำหนดหลักเกณฑ์
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวกรณีมีการเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับการแก้ไขหลักเกณฑ์จ่าย เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ในลักษณะที่ทำให้อาจเชื่อได้ว่าทำให้กระทบกับสิทธิของประชาชน ว่า เป็นการเข้าใจผิด ตนขอทำความเข้าใจพี่น้องประชาชนผ่านไปยังสื่อมวลชน เพื่อช่วยกันสร้างการรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องว่า
การที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะ จ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วย หลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2566 ให้กับผู้สูงอายุตามที่ระเบียบกำหนดว่า “ต้องเป็นผู้ไม่มีรายได้ หรือมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ” นั้น
ตามระเบียบฯ กำหนดว่าให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ซึ่งมีกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นฝ่ายเลขานุการ เป็นผู้กำหนด
พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวอีกว่า กระทรวงมหาดไทยต้องออกระเบียบ เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจ่ายเงินให้กับผู้สูงอายุตามหลักเกณฑ์ระเบียบได้ แต่จะจ่ายได้ต้องเป็นไปตามที่คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติเป็นคนกำหนด เมื่อกำหนดแล้ว องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะจ่ายได้ ซึ่งมหาดไทยต้องไปออกระเบียบให้ตรง ให้สอดคล้องกับที่คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติกำหนด ในขณะนี้ต้องออกระเบียบให้จ่ายได้ แต่ทั้งนี้ต้องมีหลักเกณฑ์ต่างๆ จากคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ
พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวอีกว่า ในระเบียบใหม่มีการกำหนดว่า การที่จะให้เบี้ยผู้สูงอายุ จะต้องทั่วถึงและเป็นธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ จะต้องเป็นผู้กำหนด และส่วนตัวคิดว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้มีอำนาจ เพราะผูกพันกับนโยบายของรัฐบาลใหม่ ใช้งบประมาณจำนวนมาก ก่อนจะยืนยันว่า เราได้ทำหนทางไว้แล้วให้ทั่วถึงและเป็นธรรม จะมากหรือน้อย ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาลนี้
พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ ผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยยังชีพจากรัฐบาลตอนนี้ ก็ยังคงได้รับเหมือนเดิม ส่วนผู้ที่ครบอายุใหม่ ก็ยังสามารถรับได้ตามเกณฑ์เดิม ถ้าเขายังไม่ออกกำหนดมา ประชาชนก็ยังรับเบี้ยอย่างที่ผู้สูงอายุตามหลักเกณฑ์เดิม
"ประชาชนไม่ต้องกังวล เพราะหากดูสถานการณ์ที่พูดกันตอนนี้ ประชาชนน่าจะได้ประโยชน์ อย่างน้อยจะต้องทั่วถึงตามรัฐธรรมนูญและเป็นธรรม และต้องมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ประชาชนจะต้องได้ประโยชน์สูงสุด หนทางเราเตรียมไว้แล้ว จะออกทางไหนก็ได้ แต่จะต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่ระบุไว้ หากฟังจากเสียงที่ออกมาพูดกันทุกพรรคประชาชนน่าจะได้ประโยชน์" พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว
นายธนกร วังบุญคงชนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการปรับเกณฑ์จ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุว่า ต้องอยู่กับความจริง ซึ่ง รมว.มหาดไทย ได้ชี้แจงไปชัดเจนแล้ว ส่วนเงื่อนไขต่างๆ ต้องรอคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ จะกำหนดเกณฑ์ใหม่ออกมา วันนี้ถือว่าเป็นการแก้ปัญหาแบบพุ่งเป้าตามที่นายกรัฐมนตรีเคยพูดไว้ ซึ่งมองว่าผู้สูงอายุที่มีฐานะดี ก็ไม่ควรที่จะได้รับสิทธิตรงนี้
"ต้องมองอย่างให้ความเป็นธรรม อย่าเอาเรื่องแบบนี้มาเป็นประเด็นทางการเมือง บิดเบือนทำให้ประชาชนไม่เข้าใจ ไม่มีรัฐบาลไหนทำให้ประชาชนเดือดร้อน ควรคิดว่ารัฐบาลรักษาการทำสิ่งที่ดีที่สุดให้ประชาชน ทุกอย่างสามารถชี้แจงได้" นายธนกร กล่าว
นายธนกร ย้ำว่า เรื่องนี้ไม่ใช่การวางยารัฐบาลชุดใหม่ เป็นการพูดบิดเบือน และให้ร้ายรัฐบาลรักษาการ แต่เป็นระเบียบเดิมที่วางกรอบเอาไว้แล้ว ต้องเข้าใจว่างบประมาณมี 80,000-90,000 ล้านบาท จำนวนเงินค่อนข้างมาก ในขณะที่พรรคก้าวไกลเอง ก็มีนโยบายเรื่องผู้สูงอายุ 3,000 บาท/เดือน
"เรื่องนี้ เราแก้ปัญหาให้รัฐบาลชุดใหม่ด้วยซ้ำไป เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณ ให้ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจริงๆ" นายธนกร กล่าว
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึง การปรับเปลี่ยนการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ว่า ในส่วนคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติยังไม่ได้มีการกำหนดนโยบายในเรื่องของการที่จะปรับลดเงิน และจำนวนของเบี้ยผู้สูงอายุใดๆทั้งสิ้น แต่ที่ผ่านมาได้เข้าไปแก้ไขปัญหาการจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุซ้ำซ้อน ซึ่งยุติไปแล้วกว่า 30,000 คนที่รับเบี้ยผู้สูงอายุซ้ำซ้อน ทั้งจาก 600-1,000 บาทและยังรับเบี้ยบำนาญตกทอด ซึ่งเราได้แก้ไขปัญหาโดยไม่ต้องเอามาคืน หรือที่ยังไม่รับก็ให้มารับไปได้ ก็เป็นที่ยุติไป
ส่วนเรื่องแนวทางปรับปรุงเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุปกติ 600 ถึง 1,000 บาท ยังไม่มีนโยบายที่จะไปเปลี่ยนแปลง มีเพียงการศึกษาจะทำอย่างไรที่จะเพิ่มเติมเบี้ยผู้สูงอายุให้สอดคล้องกับภาวะค่าครองชีพเศรษฐกิจได้มากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องภายในที่ได้มีการพิจารณาศึกษาอยู่ แต่ยืนยันว่ามติที่จะไปดำเนินการ ไม่มีการลดเบี้ย หรือลดจำนวนผู้สูงอายุ ทั้งนี้ตนในฐานะรักษาหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งถึงเป็นรัฐบาลที่เริ่มต้นเบี้ยผู้สูงอายุแห่งชาติจาก 200 บาทต่อเดือนและพัฒนาต่อมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน
“เรายืนยันว่าเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นเรื่องจำเป็น และมีส่วนช่วยให้ผู้สูงอายุมีเงินได้ในการยังชีพและในอนาคต ถ้าสามารถเพิ่มเงินได้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจและงบประมาณแผ่นดินก็ควรที่จะมีการพิจารณาดำเนินการ นอกจากนี้ยังมีการพิจารณาในเรื่องของกิจการชมรมผู้สูงอายุที่ช่วยพัฒนาประเทศ ยืนยันว่าในรัฐบาลรักษาการชุดนี้ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในเรื่องการกำหนดเกณฑ์รับเบี้ยผู้สูงอายุที่จะทำให้เป็นลบ ผมขอย้ำว่าไม่มีนโยบายเรื่องนี้ ส่วนมีความกังวลในการตีความเรื่องของความจนนั้น อันนั้นเป็นส่วนที่เขาจะต้องนิยามไปตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทย ไม่มีนโยบายซึ่งในหน่วยยังไม่มีนโยบายที่จะไปทำอย่างนั้น” นายจุรินทร์ กล่าว
นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมแกนนำพรรคก้าวไกล เดินทางไปติดตามและให้กำลังใจผู้สมัครจากพรรคก้าวไกลในการสมัครรับเลือกตั้ง การเลือกตั้งซ่อมเขต 3 จ.ระยอง โดยกล่าวถึงการแก้เกณฑ์รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุว่า สำหรับกรณีเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เข้าใจว่าเป็นราชกิจจานุเบกษาจากกระทรวงมหาดไทย ส่งลูกให้คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ เป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่และต้องสื่อสารให้ชัดเจน เพราะประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งมีแต่จะต้องเพิ่มงบประมาณ ไม่ใช่ตัดงบประมาณดูแลผู้สูงอายุ
"สิ่งที่เขาพูดว่ามีผู้สูงอายุ 11 ล้านคน ใช้งบประมาณ 9 หมื่นล้านบาท การทำครั้งนี้ของรัฐบาลรักษาการ จะสามารถลดลงประมาณ 5 ล้านคน ประหยัดงบประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งเมื่อฟังแล้ว ก็รู้สึกว่าจริงๆ แล้วเรือดำน้ำก็ 3 หมื่นกว่าล้านบาท แล้วความท้าทายในการใช้เรือดำน้ำต่อสู้แทบจะไม่มี แต่ความท้าทายของสังคมสูงวัยที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ เป็นสิ่งที่ต้องเพิ่มงบประมาณรับมือสังคมสูงวัย trend โลกเป็นแบบนั้น" นายพิธา กล่าว
พร้อมระบุว่า น่าเสียดายที่สภาผู้แทนราษฎรยังไม่ได้เปิดและทำงานประชุมเต็มรูปแบบ ยังไม่มีกระทู้ถาม ไม่เช่นนั้นจะให้ สส.พรรคก้าวไกล ตั้งกระทู้ถามพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ว่าแท้จริงแล้วมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง ใช้งบประมาณเท่าไร กระทบกี่คน เหตุใดไม่มีงบประมาณ และจะใช้กฎเกณฑ์อะไร จะตกสำรวจหรือไม่ และทำไมสวัสดิการถ้วนหน้าไม่ต้องพิสูจน์ความจนถึงทำไม่ได้







