background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

เปิดเหตุผล ทำไม 'กขค.' ห้ามรัฐเพิ่มหุ้น หลัง 'บางจาก' ปิดดีล 'เอสโซ่'

เปิดเหตุผล ทำไม 'กขค.' ห้ามรัฐเพิ่มหุ้น หลัง 'บางจาก' ปิดดีล 'เอสโซ่'

เปิดเหตุผลหลัก ทำไมบอร์ดแข่งขัน ถึงกำหนดเงื่อนไข ห้าม "บางจาก" เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นภาครัฐ ภายหลังควบรวม "เอสโซ่" เป็นเวลา 5 ปี 

จากการที่ คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2566 ที่ผ่านมา ให้การควบรวมธุรกิจระหว่างบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ที่ประกาศเข้าซื้อหุ้นจากบริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ESSO ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 55,000 ล้านบาท โดยกำหนดเงื่อนไขในการควบรวมไว้ 6 ข้อ พร้อมให้เวลาบางจาก 60 วันนับจากที่ได้รับทราบผลการพิจารณาของ กขค. ในการอุทธรณ์เงื่อนไขทั้ง 6 ข้อ

นายพรายพล คุ้มทรัพย์ ประธานคณะทำงานศึกษาแนวทางกำหนดเงื่อนไขดีลควบรวมธุรกิจระหว่างบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ที่ประกาศเข้าซื้อหุ้นจากบริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ESSO กล่าวว่า เงื่อนไข 6 ข้อ ที่กขค. มีมติ ประกอบด้วย 

1. ห้ามมิให้บางจากเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นของหน่วยงานภาครัฐเป็นระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่รวมธุรกิจแล้วเสร็จ

2. ให้บางจากจัดซื้อน้ำมันดิบจากคู่ค้ารายใดรายหนึ่งไม่เกินกว่าร้อยละ 50 เป็นระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่รวมธุรกิจแล้วเสร็จ เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากรายใดรายหนึ่งมากเกินไป

3. ให้บางจากคงไว้ซึ่งเงื่อนไขของสัญญาและข้อตกลงระหว่างลูกค้าในตลาดค้าส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ได้ทำไว้กับเอสโซ่จนกว่าจะครบกำหนดระยะเวลาตามเงื่อนไขในสัญญาเดิม 

4. ให้บางจากคงไว้ซึ่งเงื่อนไขของสัญญาและข้อตกลงระหว่างผู้ประกอบธุรกิจสถานีบริการภายนอกของแบรนด์ ESSO ที่ได้ทำไว้กับเอสโซ่จนกว่าจะครบกำหนดระยะเวลาตามเงื่อนไขในสัญญาเดิม

5. ให้บางจากจัดทำแผนการพัฒนานวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมและธุรกิจพลังงานสีเขียว โดยต้องดำเนินโครงการไม่น้อยกว่าในปีที่ผ่านมาต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 5 ปีนับแต่วันที่รวมธุรกิจแล้วเสร็จ

6. ให้บางจากจัดทำแผนการส่งผ่านประโยชน์ที่ได้รับจากการรวมธุรกิจไปสู่ผู้บริโภคและสังคม โดยต้องดำเนินโครงการไม่น้อยกว่าในปีที่ผ่านมาต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 5 ปีนับแต่วันที่รวมธุรกิจแล้วเสร็จ เพื่อเป็นหลักประกันการส่งผ่านประโยชน์ไปยังผู้บริโภคและสังคม ซึ่งรวมถึงผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

นายพรายพล กล่าวว่า ในการกำหนดเงื่อนไขเพื่ออนุมัติให้บางจากซื้อกิจการเอสโซ่ ถือว่าพิจารณาตามกฎหมาย โดยจะต้องดูว่าซื้อกิจการเมื่อควบรวมธุรกิจกันแล้ว จะมีผลเสียต่อภาพรวมของเศรษฐกิจหรือไม่ หรือมีความจำเป็นทางด้านธุรกิจมากน้อยแค่ไหน 

นอกจากนี้ ยังจะก่อให้เกิดความเสียหายกับผู้บริโภคหรือผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียหรือไม่อย่างไร ทั้งนี้ ตามหลักทางกฎหมายนั้น คณะทำงานพิจารณาตั้งแต่โรงกลั่น ตลาดขายส่ง และตลาดขายปลีก โดยให้ความสำคัญกับสถานีบริการน้ำมันเป็นหลักเพราะกระทบกับผู้บริโภคมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันว่า อุตสาหกรรมน้ำมันเป็นอุตสาหกรรมที่มีผู้เล่นเพียงไม่กี่ราย เมื่อบางจากซื้อเอสโซ่แล้วจะทำให้บางจากมีอำนาจเหนือตลาด และมีอำนาจในการผูกขาดธุรกิจน้ำมันมากยิ่งขึ้น ซึ่งหากมองในการดำเนินธุรกิจน้ำมันของบางจากเดิมก็ถือว่าเป็นผู้ให้บริการรายใหญ่สูสีกับอีก 2 ผู้ให้บริการ

นอกจากนี้ สิ่งที่สำคัญในการเพิ่มเงื่อนไขในการห้ามมิให้บางจากเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นของหน่วยงานภาครัฐเป็นระยะเวลา 5 ปี นั้น เหตุผลหลัก ๆ คือ ไม่อยากให้ภาครัฐมีสัดส่วนการถือหุ้นมากเกินไป เพราะรัฐเอง ก็อาจจะไปลดการแข่งขันทางธุรกิจแทนที่จะเพิ่มการแข่งขันโดยไม่ได้ตั้งใจ

อีกทั้ง การเข้าไปแทรกแซงตลาดมากเกินไป ทั้งในฐานะผู้ถือหุ้น และในฐานะผู้กำกับอุตสาหกรรมด้านพลังงาน เมื่อรวมสัดส่วนผู้ถือหุ้นที่มาจากภาครัฐทั้งกระทรวงการคลัง สำนักงานประกันสังคม และกองทุนรวมวายุภักษ์ แม้ว่าสัดส่วนจะกระจัดกระจาย และรวมกันแล้วแม้จะไม่เกิน 50% แต่ถือว่ามีอำนาจพอสมควร 

ทั้งนี้ ปัจจุบันบางจากฯ มีหน่วยงานรัฐถือหุ้นประกอบด้วย

สำนักงานประกันสังคม ถือหุ้นสัดส่วน 14.41%

กระทรวงการคลัง ถือหุ้นสัดส่วน 4.76% 

รวมทั้งมีกองทุนรวม วายุภักษ์หนึ่ง โดย บลจ.เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 9.92% และกองทุนรวม วายุภักษ์หนึ่ง โดย บลจ.กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 9.92%