ทอท.ปั้น ‘ดอนเมือง’ ฮับในประเทศ ทุ่ม 3.6 หมื่นล้าน ประมูลขยายเฟส 3

ทอท.เตรียมงบ 3.6 หมื่นล้านบาท จ่อเปิดประมูลขยายดอนเมืองเฟส 3 ปีหน้า เพิ่มอาคารผู้โดยสาร ดันขึ้นแท่นฮับจุดบินในประเทศ
บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.ประมาณการณ์ปริมาณผู้โดยสารในปีนี้ว่าจะฟื้นตัวกลับมาที่ 95 ล้านคน และเติบโตต่อเนื่องจนทะยานขึ้นถึง 200 ล้านคนภายในปี 2570 สอดคล้องกับการคาดการณ์ของสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (International Air Transport Association: IATA) ประเมินว่าสถานการณ์โควิด-19 จะคลี่คลายลง และนักเดินทางทั่วโลกจะกลับมาเทียบเท่าช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ตั้งแต่ปี 2566 – 2567
กีรติ กิจมานะวัฒน์ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยว่า ทอท.มีแผนลงทุนที่ผ่านการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) และพร้อมเปิดประกวดราคาเริ่มงานก่อสร้าง คือ โครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 วงเงินลงทุน 36,829.499 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนออกแบบ โดยคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จ พร้อมเปิดประกวดราคาจัดหาผู้รับเหมาในปี 2567 หลังจากนั้นจะเริ่มงานก่อสร้างในปี 2568 และทยอยเปิดให้บริการในปี 2572
โดยเป้าหมายของการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 เพื่อขยายขีดความสามารถในการรองรับปริมาณผู้โดยสาร พัฒนาคุณภาพการให้บริการ ทั้งระบบขนถ่ายผู้โดยสารทางอากาศและทางภาคพื้น มีประสิทธิภาพและลดความแออัดระบบจราจรภายใน ท่าอากาศยานจากปัจจุบันรองรับได้ 30 ล้านคนต่อปี ภายใต้ขีดความสามารถการใช้งานอาคารผู้โดยสารจำนวน 2 อาคาร
ทั้งนี้ หากพัฒนาโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จ จะเพิ่มอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 เพื่อให้บริการผู้โดยสารระหว่างประเทศ มีพื้นที่ใช้สอย 160,000 ตารางเมตร ซึ่งจะทำให้ท่าอากาศยานดอนเมืองมีขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเป็น 50 ล้านคนต่อปี นอกจากนี้ยังจะมีการปรับปรุงระบบจราจรชานชาลาผู้โดยสาร ให้รับความสะดวกในการเข้าออกท่าอากาศยาน รวมไปถึงก่อสร้างทางเชื่อมจากทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์เข้าสู่ชานชาลาผู้โดยสารโดยตรง
กีรติ เผยด้วยว่า พัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 จะส่งผลให้ผู้โดยสารที่เข้ามาใช้บริการสะดวกมากขึ้น เพราะจะมีการจัดสรรพื้นที่อาคารผู้โดยสารอย่างชัดเจน โดยอาคารผู้โดยสาร 3 ที่จะมีการพัฒนาใหม่นี้ รองรับผู้โดยสารระหว่างประเทศ และสายการบินในเส้นทางระหว่างประเทศเท่านั้น ขณะที่อาคารผู้โดยสารหลังที่ 1 และอาคารผู้โดยสาร 2 ที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบันจะปรับปรุงเพื่อรองรับผู้โดยสารภายในประเทศ รวมพื้นที่ใช้สอยมากถึง 240,000 ตารางเมตร ซึ่งจะทำให้ท่าอากาศยานดอนเมืองเป็นศูนย์กลางของจุดบินภายในประเทศเต็มรูปแบบ
ในส่วนของแนวทางดำเนินการ พัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 ประกอบด้วย 6 กลุ่มงาน ได้แก่
- กลุ่มงานที่ 1 ประกอบด้วย งานพัฒนาด้านทิศใต้ เช่น งานก่อสร้างอาคารผู้โดยสารอาคาร 3 พร้อมอาคารเทียบเครื่องบินหมายเลข 6 และงานปรับปรุงอาคารจอดรถยนต์ 7 ชั้น เป็นชานชาลาจอด รับ - ส่งผู้โดยสาร
- กลุ่มงานที่ 2 ประกอบด้วย งานพัฒนาพื้นที่ด้านทิศเหนือ เช่น งานปรับปรุงหลุมจอดอากาศยานด้านทิศเหนือ และงาน ก่อสร้างขยายอาคารเทียบเครื่องบินด้านทิศเหนือ รวมไปถึงอาคาร สำนักงานสายการบิน และอาคารรับรองพิเศษ VVIP
- กลุ่มงานที่ 3 ประกอบด้วย งานก่อสร้างในพื้นที่เขตปฏิบัติการการบิน เช่น งานก่อสร้างลานจอดอากาศยานด้านทิศเหนือพร้อมทางขับเชื่อม
- กลุ่มงานที่ 4 ประกอบด้วย งานปรับปรุงอาคารผู้โดยสาร อาคาร 1 อาคารเทียบเครื่องบินด้านทิศเหนือ เช่น งานปรับปรุง อาคารผู้โดยสาร อาคาร 1 อาคารเทียบเครื่องบิน หมายเลข 2 – 4
- กลุ่มงานที่ 5 ประกอบด้วย งานสนับสนุนโครงการพัฒนา ได้แก่ งานก่อสร้างระบบสาธารณูปโภค กลุ่มงานที่ 6 ประกอบด้วย งานสิ่งแวดล้อม ได้แก่ งานจ้างติดตาม ตรวจสอบและเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมในระยะ การปรับปรุงและฟื้นฟูสิ่งอำนวยความสะดวกโครงการ
อย่างไรก็ดี ขณะนี้ ทอท.มีความพร้อมลงทุนพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 โดยจะจัดใช้เงินทุนจากรายได้ของ ทอท.ซึ่งปัจจุบันมีกระแสเงินสดสะสม (แคชโฟว์) เพียงพอต่อการลงทุน ซึ่งเบื้องต้นจะแบ่งแผนการดำเนินการ แบ่งออกเป็น
1. ส่วนของงานออกแบบ จะดำเนินการระหว่างปีงบประมาณ 2564 - 2566
2. งานก่อสร้าง จะดำเนินการระหว่างปีงบประมาณ 2566 - 2572
นอกจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของท่าอากาศยานแล้ว ทอท.ยังเร่งนำนวัตกรรมมาพัฒนางานให้บริการผู้โดยสาร เช่น เครื่องCUSS (Common Use Self Service) สำหรับผู้โดยสารสามารถเช็กอินด้วยตนเองและเครื่องCUBD (Common Use Bag Drop)สำหรับให้ผู้โดยสารสามารถโหลดกระเป๋าสัมภาระได้เอง
รวมไปถึงระบบส่งคืนถาดใส่สัมภาระอัตโนมัติ (Automatic Return Tray System: ARTS) ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาความคับคั่งในการรอต่อคิว ณ เคาน์เตอร์ตรวจบัตรโดยสารและบริเวณจุดตรวจค้นผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศรวมไปถึงการเชื่อมต่อข้อมูลการบริการต่างๆของท่าอากาศยานไปไว้บนแอปพลิเคชัน SAWASDEE by AOT เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ตลอดเวลา







