วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ส่งออกไปจีนติดลบหนัก24% ห่วงนโยบายพึ่งตัวเองลดนำเข้า

ส่งออก พ.ค.ติดลบ 4.6% หดตัวต่อเนื่อง 8 เดือน ผลจากเศรษฐกิจค้าชะลอตัว รวม 5 เดือน ติดลบ 5.1% คงเป้าทั้งปีบวก 1-2% เผยตลาดจีนติดลบหนัก 24% ห่วงจีนใช้นโยบายพึ่งตัวเองลดนำเข้า สรท.ชี้ส่งออกผลไม้ เม็ดพลาสติกไปจีนลดลง นายกฯ จีนเร่งเข็นเศรษฐกิจปีนี้ให้ทะลุ 5% ปี คาดไตรมาส 2 โตแรง

Key Points

  • การส่งออกของไทยในเดือน พ.ค.2566 ติดลบ 4.6% เป็นการติดลบต่อเนื่อง 8 เดือน นับตั้งแต่เดือน ต.ค.2565
  • ตลาดสำคัญของไทยส่วนใหญ่ขยายตัว ยกเว้นตลาดส่งออกไปจีนในเดือน พ.ค.ที่ติดลบถึง 24%
  • กระทรวงพาณิชย์มองปัจจัยเสี่ยงการส่งออกครึ่งปีหลังครอบคลุมประเด็นที่จีนมีนโยบายเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตัวเองมากขึ้น
  • เป้าหมายการส่งออกในปี 2566 ตั้งไว้ที่ 1-2% โดยคาดว่าการส่งออกในไตรมาสที่ 3-4 จะปรับตัวดีขึ้น

การส่งออกไทยเดือน พ.ค.2566 มีมูลค่า 24,340 ล้านดอลลาร์ เทียบช่วงเดียวกันกับปี 2565 ติดลบ 4.6% และหากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำและยุทธปัจจัย ติดลบ 1.4% ส่วนการนำเข้าเดือน พ.ค.2566 มีมูลค่า 26,190 ล้านดอลลาร์ ติดลบ 3.4% ส่งผลให้ขาดดุล 1,849 ล้านดอลลาร์ 

ส่วนช่วง 5 เดือนแรกของปี 2566 (ม.ค.-พ.ค.) การส่งออกมีมูลค่า 116,344 ล้านดอลลาร์ ติดลบ 5.1% การนำเข้ามีมูลค่า 122,709 ล้านดอลลาร์ ติดลบ 2.5% และขาดดุลการค้า 6,365 ล้านดอลลาร์

นายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกไทยติดลบมาจากเศรษฐกิจประเทศคู่ค้ายังไม่แน่นอน แม้ภาคการผลิตอุตสาหกรรมโลกเร่งตัวขึ้นจากการผ่อนคลายปัญหาห่วงโซ่การผลิต แต่คำสั่งซื้อใหม่ไม่ได้เพิ่มมากนัก เพราะนโยบายการเงินที่เข้มงวดส่งผลให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภคควบคุมการใช้จ่ายขึ้น

“การส่งออกเดือน พ.ค.ติดลบ 4.6% ถือว่าดีขึ้นจากเดือน เม.ย.ที่ติดลบ 7.6% ติดลบน้อยลง แต่มีมูลค่าสูงกว่ามูลค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง และถ้าเทียบประเทศคู่แข่งแล้วจะเห็นว่าส่วนใหญ่ต่างติดลบกัน 2 digit ซึ่งเป็นไปตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลก”  นายกีรติ กล่าว

ส่งออกไปจีนติดลบหนัก24% ห่วงนโยบายพึ่งตัวเองลดนำเข้า ​​​​​​​

ส่งออกสินค้าเกษตรติดลบ27%

สำหรับการส่งออกที่ลดลง มาจากการลดลงของสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ติดลบ 16.3% โดยสินค้าเกษตร ลดลงถึง 27% และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ลดลง 0.6% เพราะส่งออกผลไม้ลดลงถึง 54.8% เนื่องจากผลผลิตภาคตะวันออกหมดแล้วและต้องรอผลไม้ภาคใต้ที่กำลังออกสู่ตลาด 

ขณะที่มันสำปะหลัง ส่งออกลดลง 41.7% ยางพารา ลดลง 37.2% อาหารสัตว์เลี้ยง ลดลง 23.8% ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ลด ลง 63% แต่น้ำตาลทราย เพิ่มขึ้น 44.3% ข้าว เพิ่มขึ้น 84.6% เครื่องดื่ม เพิ่มขึ้น 10.3% ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง เพิ่มขึ้น 55.5% ผักกระป๋องและผักแปรรูป เพิ่มขึ้น 28.9%

ส่วนการสงออกสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้น 1.5% กลับมาเป็นบวกในรอบ 8 เดือน สินค้าสำคัญที่เพิ่ม เช่น รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ เพิ่มขึ้น 8.3% เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เพิ่มขึ้น 10.2% อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์ และไดโอด เพิ่มขึ้น 87.7% หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ เพิ่มขึ้น 53.7% รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ เพิ่มขึ้น 22.9% 

และสินค้าอุตสาหกรรมที่ส่งออกลดลง เช่น สินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ลดลง 26.8% เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ ลดลง 4.8% ผลิตภัณฑ์ยาง ลดลง 6% เครื่องโทรศัพท์และอุปกรณ์ ลดลง 34.7% ทองแดงและของทำด้วยทองแดง ลดลง 21.2%

สำหรับการส่งออกไปตลาดสำคัญ ตลาดหลัก ลดลง 6% โดยตลาดจีนลดลง 24% , ตลาดญี่ปุ่น 1.8% , CLMV 17.3% ขณะที่การส่งออกไปสหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.2% , อาเซียน (5 ประเทศ) เพิ่มขึ้น 0.1% และสหภาพยุโรป เพิ่มขึ้น 9.5%

ทั้งนี้ การส่งออกไปจีนถือเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย โดยการส่งออกในปี 2565 มีมูลค่า 34,389 ล้านดอลลาร์ ติดลบ 7.7% และในช่วง 5 เดือน แรกของปีนี้ การส่งออกไปจีนมีมูลค่า 14,313 ล้านดอลลาร์ ติดลบ 5.5%

ส่งออกไปจีนติดลบหนัก24% ห่วงนโยบายพึ่งตัวเองลดนำเข้า

ห่วงจีนยึดนโยบายพึ่งพาตัวเอง

นายกีรติ กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกไตรมาส 3-4 จะดีขึ้น หลังจากติดลบช่วงที่ผ่านมาจะช่วยภาพรวมเป็นบวก 1-2% โดยปัจจัยสนับสนุนในครึ่งปีหลังมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ค่าเงินบาทอ่อนค่าอยู่ระดับแข่งขันได้อยู่ที่ 35 บาทต่อดอลลาร์ รวมถึงเศรษฐกิจคู่ค้าที่ธนาคารโลกประเมินใหม่เพิ่มขึ้น เช่น สหรัฐ บวก 1.1% สหภาพยุโรป บวก 0.4% และจีน บวก 5.6%

อย่างไรก็ตามการส่งออกของไทยยังคงมีความเสี่ยงจาก 4 ปัจจัย ดังนี้ 

1.ภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจคู่ค้าที่อาจลุกลามไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย โดยเฉพาะตลาดสหภาพยุโรป 

2.สภาพอากาศแปรปรวน อาจส่งผลต่อปริมาณสินค้าเกษตรที่ผลิตได้ในปีนี้ 

3.แรงกดดันของอัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้อที่ส่งผลกระทบต่อการบริโภคและภาคการผลิตสินค้า 

4.การเปลี่ยนแปลงแนวทางนโยบายการค้าของคู่ค้าสำคัญ โดยเฉพาะนโยบายการพึ่งพาตนเองของจีน

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์มีแผนการเชิงรุกเพื่อผลักดันการส่งออก 7 ภูมิภาค และเจาะเป็นรายคลัสเตอร์ ซึ่งนำร่องกลุ่มอาหารและผลไม้ไปจีนตอนใต้ คือ ยูนนานและหนานหนิง รวมทั้งจะบุกตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น กลุ่ม CIS

ส่งออกผลไม้-เม็ดพลาสติกไปจีนลด

นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า สถิติการส่งออกเดือน พ.ค.2566 ดีกว่าที่คาดไว้ว่าจะมีมูลค่า 23,500 ล้านดอลลาร์ แต่สถิติออกมาอยู่ที่ 24,340 ล้านดอลลาร์ และแม้ยังติดลบแต่ติดลบน้อยกว่าประเทศอื่น และถ้าในอีก 7 เดือน ที่เหลือของปีส่งออกได้เดือนละ 24,400 ล้านดอลลาร์ จะทำให้อัตราการขยายตัวทั้งปีอยู่ที่ 0% แต่ถ้าภาครัฐและเอกชนร่วมมือทำกลยุทธ์บุกตลาด 7 ภูมิภาค และรายคลัสเตอร์ จะช่วยให้ส่งออกทั้งปีเป็นขยายตัว 1-2%

สำหรับการส่งออกไปจีนในเดือน พ.ค.ที่ติดลบ 24% มาจากการส่งออกผลไม้ลดลงเพราะหมดฤดูผลไม้ภาคตะวันออกทำให้ปริมาณการส่งออกลดลง รวมถึงมีการส่งออกเม็ดพลาสติดและเคมีภัณฑ์ลดลง เพราะจีนตั้งโรงงานปิโตรเคมีเพื่อผลิตเม็ดพลาสติกและเคมีภัณฑ์ที่เป็นส่วนหนึ่งของปิโตรเคมี รวมทั้งดัชนีภาคการผลิตของจีนอยู่ระดับ 50 

"คาดว่ามูลค่าการส่งออกไปจีนเดือน มิ.ย.2566 จะปรับตัวดีขึ้น เพราะผลไม้ใต้เริ่มออกสู่ตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะทุเรียน"

ส่วนการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐส่งผลกระต่อเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งสหรัฐเป็นตลาดส่งออก 16-17 % ของการส่งออกไทย ซึ่งผู้ส่งออกเองก็ทราบถึงปัญหาที่ผ่านมาก็กระจายความเสี่ยงไปตลาดอื่น

นายกฯจีนเข็นเศรษฐกิจให้ฟื้น

สำนักข่าวซีเอ็นบีซีรายงาน นายกรัฐมนตรีหลี่เฉียงของจีน กล่าวเปิดประชุมประจำปีนิวแชมเปียน ครั้งที่ 14 ของเวทีเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม หรือการประชุมดาวอสฤดูร้อน วานนี้ (27 มิ.ย.) ที่นครเทียนจิน ระบุ “นับจากนี้เศรษฐกิจจีนแสดงถึงแนวโน้มการฟื้นตัวและดีขึ้นชัดเจน” นายกฯ จีนกล่าว

ก่อนหน้านี้เดือน มี.ค.จีนประกาศเป้าจีดีพีในปีนี้ 5% ในเวลานั้นนายหลี่กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เศรษฐกิจจีนกำลังดีขึ้น สถาบันระหว่างประเทศหลายแห่งปรับเพิ่มคาดการณ์จีดีพีจีน

วันนี้นายหลี่ ย้ำคำเดิมที่สถาบันต่างประเทศเพิ่มเป้าจีดีพีจีน แต่ไม่ได้ระบุสถาบันหรือวันที่ให้ชัดเจน และหากดูไตรมาส 1 จีดีพี เติบโต 4.5% ดีกว่าคาด โดยข้อมูลที่ตามมาชี้ให้เห็นว่าจีดีพีชะลอตัวลง ข้อมูลเศรษฐกิจเดือน พ.ค.พลาดเป้าของนักวิเคราะห์

นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักคาดว่าจีดีพีจีนปีนี้ผันผวน ไม่กี่สัปดาห์ก่อนวาณิชธนกิจหลายแห่ง อาทิ โกลด์แมนแซคส์, เจพีมอร์แกน, ยูบีเอส และแบงก์ออฟอเมริกา ลดจีดีพีจีนปี 2566 ทั้งปีทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้หลายสถาบันเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจจีนปี 2566 เช่น เดือน มิ.ย. ธนาคารโลกเพิ่มคาดการณ์จีดีพีจีนปีนี้อยู่ที่ 5.6% จาก 4.3% ที่เคยคาดไว้ครั้งก่อน เดือน เม.ย.กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เพิ่มคาดการณ์มาอยู่ที่ 5.2% จาก 4.4%

ทั้งนี้ จีนถ้าไม่ใช่คู่ค้ารายใหญ่สุดของหลายประเทศก็เป็นคู่ค้าสำคัญ ปัจจุบันจีนกำลังรับมือเศรษฐกิจหลังโควิดฟื้นตัวชะลอลง ตัวชี้วัดหลายตัวช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาส่งสัญญาณว่าการฟื้นตัวกำลังสูญเสียแรงส่ง

สัปดาห์ก่อนธนาคารกลางจีนหั่นอัตราดอกเบี้ยสำคัญ 2 รายการเพื่อรับมือเศรษฐกิจจีนที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกชะลอตัว

รายงานหลายฉบับในเดือนนี้ชี้ว่า รัฐบาลปักกิ่งดำเนินมาตรการมากมายพุ่งเป้าเศรษฐกิจหลายภาคส่วน โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ที่คิดเป็นสัดส่วนใหญ่มากในจีดีพี และเมื่อเดือน มี.ค.ตอนที่ปักกิ่งกำหนดเป้าจีดีพีปีนี้ 5% ต่ำสุดครั้งหนึ่งในรอบหลายสิบปี เพราะจีนเพิ่งพ้นจากนโยบายโควิดเป็นศูนย์ที่สร้างความเสียหายให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจ นายหลี่ยอมรับว่า เป้า 5% “ไม่ใช่งานง่าย”