background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

ตั้งรัฐบาลยืดเยื้อ ม็อบประท้วง ปัจจัยเสี่ยงฉุดเศรษฐกิจไทย

ตั้งรัฐบาลยืดเยื้อ ม็อบประท้วง ปัจจัยเสี่ยงฉุดเศรษฐกิจไทย

กกร.เผยเศรษฐกิจโลกแผ่ว กดดันส่งออกไทยหดตัว ชี้ 19 อุตสาหกรรมส่งออกต้องผลิตเพื่อพยุงจ้างงาน ระบุท่องเที่ยวและลงทุนเป็นเครื่องยนต์หลัก ต้องเร่งอุดปัจจัยเสี่ยง เงินเฟ้อ ภัยแล้ง ขึ้นค่าแรงที่เหมาะสม

หวังตั้งรัฐบาลใหม่ราบรื่นตามไทม์ไลน์ ห่วงล่าช้าและมีประท้วงจะฉุดจีดีพี “โออีซีดี” เพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปีนี้ จากเงินเฟ้ออ่อนตัว จีนยกเลิกคุมโควิด 

เศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงกำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างชัดเจน หลังจากที่ภาคการส่งออกสินค้าของไทยติดลบต่อเนื่อง 7 เดือน นับตั้งแต่เดือน ต.ค.2565 และจะเห็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยชัดเจนขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง

ในขณะที่ประเทศไทยอยู่ระหว่างจัดตั้งรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคก้าวไกล ซึ่งหลายฝ่ายกังวลถึงความสำเร็จในการตั้งรัฐบาล โดยเฉพาะประเด็นที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะพิจารณาคุณสมบัตินายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดทนายกรัฐมนตรี ประเด็นการถือหุ้นบริษัทไอทีวี จำกัด (มหาชน) ซึ่งการตั้งรัฐบาลที่ล่าช้าจะมีผลต่อการผลักดันเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยภายหลังการประชุม กกร.ว่า เศรษฐกิจโลกครึ่งปีหลังอาจฟื้นตัวน้อยกว่าที่คาด เพราะเศรษฐกิจโลกไตรมาสที่ 2 ส่งสัญญานแผ่วลง เป็นผลจากเศรษฐกิจจีนไม่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งหลังการเปิดประเทศอย่างที่คาดการณ์ไว้ อีกทั้งการฟื้นตัวภาคบริการมีสัญญาณแผ่วลง ส่วนภาคการผลิตยังไม่ฟื้น ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปกำลังเผชิญแรงกดดันจากภาวะอัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้อระดับสูง 

“การฟื้นตัวช่วงไตรมาสที่ 2 ซึ่งล่าช้ากว่าที่คาด เศรษฐกิจโลกช่วงครึ่งปีหลังยังอยู่ภาวะชะลอตัวจนกว่าประเทศใหญ่ๆ จะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา”

สำหรับเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 4 เดือนแรกเข้ามาสูงกว่า 8 ล้านคน และทั้งปีมีศักยภาพที่จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาถึง 30 ล้านคน ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนการจ้างงาน รวมถึงรายได้ภาคเกษตรและเกษตรอุตสาหกรรมยังขยายตัว ทำให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นและมีการใช้จ่ายบริโภคเพิ่มมากขึ้น 

อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมและการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบจากการฟื้นตัวที่ล่าช้าของเศรษฐกิจโลกสะท้อนจากการส่งออกที่ติดลบต่อเนื่อง 7 เดือน ทำให้คำสั่งซื้อลดลง ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมยังต้องรักษาการผลิตเพื่อพยุงการจ้างงาน

ตั้งรัฐบาลยืดเยื้อ ม็อบประท้วง ปัจจัยเสี่ยงฉุดเศรษฐกิจไทย “ทั้งนี้ หากการส่งออกยังไม่มีการฟื้นตัว อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก โดยมี 19 กลุ่มอุตสาหกรรม จาก 45 กลุ่มอุตสาหกรรม เช่น ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง เครื่องจักรกล เฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น”

คาด ธปท.ขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง

นอกจากนี้ เงินเฟ้อ ยังเป็นปัจจัยท้าทายเศรษฐกิจ ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่อง ล่าสุดปรับขึ้นอีก 0.25% เป็น 2% และมีแนวโน้มปรับขึ้นต่อเนื่องจากเงินเฟ้อพื้นฐานยังอยู่ระดับสูง และเพื่อรักษาเสถียรภาพเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบ เนื่องจากปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ การเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญที่กระทบผลผลิตเกษตร การผลิตภาคอุตสาหกรรมหนัก ที่จะส่งผลต่อราคาสินค้าระยะข้างหน้า ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ 36,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ กกร.ส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี วันที่ 31 พ.ค.2566 เสนอให้เร่งทำมาตรการรับมือภัยแล้งระยะเร่งด่วนและระยะยาวและมองว่าปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม เป็นต้นทุนค่าเสียโอกาสของประเทศ ภาครัฐควรบูรณาการแนวทางการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ซึ่งเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและเป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจระยะยาว

ก้าวไกลขึ้นค่าแรงดันเงินเฟ้อ 0.82%

นอกจากนี้ การขึ้นค่าแรงในอนาคตตามนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งหากขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 450 บาท อาจทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นถึง 0.82% ถ้าไม่มีการเพิ่มทักษะแรงงานและผลิตภาพแรงงานให้เหมาะสมไปพร้อมกับการปรับขึ้นค่าแรง

รวมทั้งปัจจัยด้านราคาน้ำมันดีเซลที่อาจเพิ่มสูงขึ้น หากมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลิตรละ 5 บาท สิ้นสุดลงวันที่20 ก.ค.2566 ซึ่งเป็นต้นทุนค่าขนส่งของผู้ประกอบการ รวมถึงการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อาจซ้ำเติมต้นทุนผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs 

“ปัจจัยเหล่านี้จะกดดันต้นทุนของทั้งผู้ประกอบการและครัวเรือน ดังนั้นมองว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. จะต้องรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่และไม่ทั่วถึง เพื่อช่วยพยุงให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง” 

ทั้งนี้ ที่ประชุม กกร.คงประมาณการเศรษฐกิจปี 2566 ตามเดิม โดยคาดว่าเศรษฐกิจประเทศ จะขยายตัว 3.0-3.5% ขณะที่การส่งออกหดตัว 1.0-0.0%  และอัตราเงินเฟ้ออยู่ในกรอบ 2.7-3.2% ตั้งรัฐบาลยืดเยื้อ ม็อบประท้วง ปัจจัยเสี่ยงฉุดเศรษฐกิจไทย

ตั้งรัฐบาลยืดเยื้อฉุดจีดีพี

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การท่องเที่ยวจะเป็นเครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจจึงต้องให้ความสำคัญในการดูแลนักท่องเที่ยวให้สะดวก ปลอดภัย สร้างแรงจูงใจดึงดูดให้เดินทางเข้าประเทศมากขึ้น โดยภาครัฐควรมีมาตรการสนับสนุนเพื่อสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยวต่อเนื่อง 

นอกจากนี้ปัญหาคอขวดการเพิ่มจำนวนเครื่องบินให้กับสายการบินของไทยยังเป็นอุปสรรคต่อการท่องเที่ยว รวมทั้งยังต้องแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำตามพื้นที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ โดยเฉพาะตามเกาะต่างๆ 

นอกจากนี้ไทยมีโอกาสดึงดูดนักธุรกิจจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนและทำงาน จากอานิสงส์ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลให้ย้ายฐานการผลิต ภาครัฐต้องเร่งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานรองรับการลงทุน โดยเฉพาะการปฏิรูปกฏหมายเพื่อยกระดับความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ (Ease of Doing Business) เช่น การปรับปรุงการขอวีซ่าให้สะดวกขึ้น รวมถึงความต่อเนื่องของการเจรจาการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยและสหภาพยุโรป (EU)

“ตอนนี้ไทยเป็นเป้าหมายและเป็นที่จับตามองของนักลงทุนทั่วโลก  ซึ่งการจัดตั้งรัฐบาลและการสร้างเสถียรภาพทางการเมืองได้เร็วจะยิ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม”

ขณะที่ในทางตรงกันข้าม หากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า มีการประท้วงและการเมืองขาดเสถียรภาพไม่เป็นไปตามไทม์ไลน์ในเดือน ส.ค. อาจทำให้ต่างชาติตัดสินใจไม่เข้ามาท่องเที่ยวในช่วงปลายปี กระทบต่อการเติบโตเศรษฐกิจในระยะสั้นให้จีดีพีปรับลดลงมาที่ 2.0-2.5% รวมทั้งยังมีผลกระทบระยะยาวคือ ต่างชาติเปลี่ยนใจไม่ลงทุนในไทยแต่หันไปหาคู่แข่งในภูมิภาคนี้แทน”

“โออีซีดี” ชี้เศรษฐกิจโลกถึงจุดเปลี่ยน

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงาน องค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) แถลงเมื่อวันพุธ (7 มิ.ย.) ตามเวลากรุงปารีส คาดการณ์ปีนี้เศรษฐกิจโลกขยายตัว 2.7% เพิ่มขึ้นจาก 2.6% ในรายงานฉบับเดือน มี.ค.จากการปรับคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐ จีน และยูโรโซน แต่ยังต่ำกว่า 3.3% ที่เคยเติบโตในปี 2565

นางสาวแคลร์ ลอมบาร์เดลลี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์โออีซีดี ระบุไว้ในรายงาน “เศรษฐกิจโลกกำลังถึงจุดเปลี่ยน แต่ยังอีกนานกว่าจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน การฟื้นตัวจะอ่อนแอถ้าเทียบกับมาตรฐานในอดีต” รวมทั้งโออีซีดีคงคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2567 ที่ 2.9%

โออีซีดี รายงานว่า ราคาพลังงานลดลง คอขวดซัพพลายเชนคลายตัว และจีนเปิดประเทศเร็วกว่าคาดล้วนมีส่วนให้เศรษฐกิจฟื้น แต่เงินเฟ้อพื้นฐานไม่รวมราคาอาหารและพลังงานสูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้อาจบีบให้ธนาคารกลางที่ขึ้นดอกเบี้ยไปแล้วเพื่อรับมือเงินเฟ้อ ต้องขึ้นดอกเบี้ยต่อไปอีก จนกว่ามีสัญญาณชัดเจนว่าแรงกดดันเงินเฟ้อเบาบางลง

พร้อมกันนั้นโออีซีดีเตือนว่า อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นทั่วโลก “กำลังรู้สึกได้มากขึ้น” เห็นชัดในตลาดอสังหาริมทรัพย์และการเงินเมื่อนักลงทุนเริ่มประเมินความเสี่ยงอีกครั้งและเงื่อนไขปล่อยกู้ตึงตัว

ห่วงหนี้สาธารณะพุ่ง

อีกหนึ่งประเด็นที่โออีซีดีเตือนคือ เกือบทุกประเทศใช้งบประมาณขาดดุลและหนี้สาธารณะเพิ่มสูงมากกว่าช่วงก่อนโควิดระบาด เพราะต้องเพิ่มงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากโควิดและสงครามของรัสเซียในยูเครน ซึ่งเมื่อเศรษฐกิจเริ่มไปต่อได้ก็ควรลดการสนับสนุนทางการคลังลงและตั้งเป้าให้ดีขึ้น

พร้อมกันนั้นโออีซีดีปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของโลก ปีนี้ขยายตัว 1.6% จีนที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ขยายตัว 5.4% ส่วนยูโรโซนขยายตัว 0.9% อังกฤษหลุดจากภาวะถดถอยมาโตที่ 0.3% ในปีนี้

อย่างไรก็ตาม โออีซีดีปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจเยอรมนีเติบโต 0% ลดคาดการณ์จีดีพีญี่ปุ่นลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ขยายตัว1.3%

 เวิลด์แบงก์ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจโลกโต 2.1% ปีนี้

ธนาคารโลกหั่นเป้าปี 67

ธนาคารโลก ออกรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้สู่ระดับ 2.1% สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ในเดือน ม.ค.ที่ระดับ 1.7% แต่ต่ำกว่าการขยายตัวในปี 2565 ที่ระดับ 3.1%

นอกจากนี้ ธนาคารโลกได้ปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2567 สู่ระดับ 2.4% ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ในเดือน ม.ค.ที่ระดับ 2.7%

ธนาคารโลกระบุว่า เศรษฐกิจโลกยังคงได้รับผลกระทบจากนโยบายการเงินที่เข้มงวด และวิกฤตการในภาคธนาคาร

ขณะเดียวกัน ธนาคารโลกคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 1.1% ในปีนี้ สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ในเดือน ม.ค.ที่ระดับ0.5% และคาดว่าเศรษฐกิจจีนขยายตัว 5.6% ในปีนี้ สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ในเดือนม.ค.ที่ระดับ 4.3%

ส่วนในปี 2567 ธนาคารโลกคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัว 0.8% ขณะที่เศรษฐกิจจีนขยายตัว 4.6%