มองทิศทางเงินเฟ้อไทยปี 66 ส่งสัญญาณขาลง หลังเงินเฟ้อลดลงต่อเนื่อง แต่ไตรมาสแรกยังสูง จากแรงกดดันภายนอกประเทศ จับตา กนง.ขยับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ รายงานตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปหรือ”เงินเฟ้อ”ไทยปี 2565 เพิ่มสูงขึ้น 6.08% สูงสุดในรอบ 24ปีนับจากปี 2541ที่เคยเพิ่มขึ้น 8.1% โดยเงินเฟ้อมี“ที่มา” จาก 1%การสูงขึ้นของ “เนื้อสุกร ไก่ และไข่ไก่”1% มาจาก “อาหารสำเร็จรูป”1% มาจาก“ค่ากระแสไฟฟ้า”2% มาจาก “ค่าน้ำมัน”และ 1% เป็นการเพิ่มขึ้นของ “สินค้าอื่น ๆ”
เมื่อเจาะลึกเงินเฟ้อปี 2565 ที่พุ่งขึ้น 6.08% ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า มาจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น โดยทั้งปีสูงขึ้นถึง 23.93% ซึ่งได้รับผลกระทบจากปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างรัสเซีย-ยูเครน โดยราคาพลังงานถือเป็นต้นทุนการผลิตราคาขายปลีกน้ำมัน ค่าไฟฟ้า และก๊าซหุงต้ม ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการปรับสูงขึ้นตามไปด้วย
มองได้ว่า เงินเฟ้อไทยผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และจะค่อยๆชะลอตัวลง ซึ่งสนค.ประเมินว่า เงินเฟ้อปี 2566 จะอยู่ในกรอบระหว่าง 2.0 – 3.0 % ค่ากลางอยู่ที่ 2.5 % เพราะราคา”น้ำมัน”ที่เป็นปัจจัยสำคัญมีแนวโน้มลดลง และน่าจะอยู่ในระดับ 85-95ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นผลพวงมาจากเศรษฐกิจโลกที่ถดถอย สอดคล้องกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือ แบงก์ชาติที่ประเมินว่า เงินเฟ้อของไทยจะอยู่ที่1-3%
อย่างไรก็ตามไทยจะต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงภายนอก จากความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อสูงในหลายประเทศทั่วโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศคงต้องจับตาการปรับขึ้นค่าไฟฟ้า การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำที่จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนในการดำเนินธุรกิจทั้งภาคการผลิตและภาคบริการ โดยเร็วๆนี้จะเริ่มเห็นการส่งผ่านต้นทุนค่าพลังงานและค่าแรงไปยังผู้บริโภคผ่านการขึ้นราคาสินค้าและบริการ
จากข้อมูลของสนค. ซึ่งวิเคราะห์ผลกระทบต่อการการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าและการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำต่ออัตราเงินเฟ้อของไทย พบว่าการปรับขึ้นค่าไฟฟ้า มีน้ำหนักประมาณ 4 %ในตะกร้าเงินเฟ้อ ซึ่งในรอบนี้เป็นการปรับขึ้นในส่วนของผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นภาคธุรกิจ จึงอาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่ออัตราเงินเฟ้อ ผ่านการปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการของผู้ประกอบการ ส่วนการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ย5.02 % ส่งผลให้ภาคการผลิตสินค้าและบริการในภาพรวมมีต้นทุนสูงขึ้นจากเดิมไม่มากนัก
ขณะที่การเปิดประเทศของไทยทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจฟื้นขึ้นไม่ว่า การเดินทาง ขนส่ง อาหาร ที่พัก โรงแรม การท่องเที่ยว ก็จะเป็นแรงกดดันเงินเฟ้อของไทยได้เช่นกัน ทำให้คาดว่า เงินเฟ้อไตรมาสแรกยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูง แต่ก็จะเริ่มปรับตัวลงในไตรมาสต่อไป
แม้ว่าภาพของเงินเฟ้อไทยจะชะลอตัวลงแต่ก็ประมาทไม่ได้เพราะยังมีหลายปัจจัยที่”จ่อ”กดดันให้เงินเฟ้อของไทยยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในไตรมาสแรกซึ่งคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง) จะเดินหน้าขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปได้เพื่อสกัดเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบ ส่วนผู้บริโภคยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากราคาสินค้าและบริการที่ปรับขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้









