วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

จับตาปัจจัยเสี่ยงฉุดรายได้เกษตรกร!!

ภาคการเกษตรเป็นภาคการผลิตที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม แม้ว่าจีดีพีภาคเกษตรจะมีสัดส่วนประมาณ 8.5% ของ จีดีพีทั้งประเทศ แต่ยังคงมีบทบาทสำคัญต่ออนาคตของประเทศไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าภาคเศรษฐกิจอื่น

ประเทศไทยมีเนื้อที่ทางการเกษตร 149.25 ล้านไร่ คิดเป็นสัดส่วน 46.5% ของเนื้อที่ทั้งประเทศ มีสัดส่วนแรงงานภาคเกษตรประมาณ 50% ของจำนวนแรงงานทั้งประเทศ และที่สำคัญ ภาคเกษตรเป็นแหล่งวัตถุดิบหรือต้นน้ำของอุตสาหกรรมต่าง ๆ เป็นแหล่งผลิตอาหารเลี้ยงประชากรในประเทศและส่งออกไปยังต่างประเทศ สร้างรายได้ให้กับประเทศเป็นมูลค่ามหาศาลในแต่ละปี โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์เฉลี่ยอยู่ที่ 1.39 ล้านล้านบาทต่อปี 

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ระบุว่าแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตร หรือ จีดีพีเกษตรปี 2566 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วง 2-3% โดยมีปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำตามธรรมชาติที่มีเพียงพอสำหรับการทำเกษตร การดำเนินนโยบายและมาตรการของภาครัฐด้านการเกษตรในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง และเศรษฐกิจไทยปี 2566 ที่คาดว่าจะขยายตัวได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงและสถานการณ์สำคัญที่ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่มีความแปรปรวนมากขึ้น ราคาปัจจัยการผลิตที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ทั้งราคาน้ำมัน ปุ๋ย สารเคมีกำจัดโรคและแมลง และวัตถุดิบอาหารสัตว์ การระบาดของโรคพืชและสัตว์ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัว ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยืดเยื้อ รวมถึงความไม่แน่นอนของสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่อาจกลับมาระบาดเป็นวงกว้างอีกครั้ง ซึ่งส่งผลต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศและเศรษฐกิจโลก

ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่าภาพรวมในปี 2566 รายได้เกษตรกรสุทธิจะเผชิญความท้าทายมากขึ้น ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละประเภทสินค้าเกษตร เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงชะลอลง จะเป็นปัจจัยฉุดรั้งความต้องการสินค้าเกษตรและกดดันราคา โดยเฉพาะความไม่แน่นอนในคำสั่งซื้อจากจีน ทั้งนี้ คาดว่ารายได้เกษตรกรในปี 2566 อาจหดตัวอยู่ที่ราว 0.8% เมื่อเทียบกับปี 2565 ที่น่าจะขยายตัว 13.5% ขณะที่ต้นทุนการผลิตอย่างราคาน้ำมันและราคาปุ๋ยเคมีในตลาดโลก แม้คาดว่าจะย่อลงจากปี 2565 แต่ยังคงอยู่บนฐานสูง ทำให้รายได้เกษตรกรสุทธิอยู่ในกรอบที่แคบลง

โดยกลุ่มสินค้าเกษตรที่มีความท้าทายสูง คือ ยางพารา และทุเรียน จากความต้องการที่ชะลอตัวและการพึ่งพาตลาดจีนค่อนข้างสูง ส่วนกลุ่มที่ประคองตัวได้ คือ ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จากแรงหนุนความต้องการของตลาดในประเทศ ขณะที่อ้อย ยังมีประเด็นที่ต้องติดตาม และกลุ่มที่เผชิญความท้าทายน้อย คือ ข้าว และมันสำปะหลัง ที่มีราคาอยู่ในเกณฑ์ดีตามอุปสงค์ที่มีรองรับทั้งในและต่างประเทศ แต่ต้องจับตาอิทธิพลของลานีญา

สำหรับแนวทางการช่วยเหลือจากภาครัฐในปี 2566 ที่รายได้เกษตรกรสุทธิมีความเสี่ยงที่จะปรับตัวลดลง คงต้องพิจารณามาตรการที่เฉพาะเจาะจงในสินค้าเกษตรแต่ละชนิด โดยอาจเน้นให้ความช่วยเหลือกลุ่มที่เปราะบางสูงมากขึ้น รวมทั้งช่วยกระตุ้นความต้องการในประเทศต่อสินค้าเกษตรต่างๆเพื่อประครองราคา เป็นต้น 

นอกจากนี้ต้องมีการเยียวยากเกษตรกรในกรณีเกิดภัยพิบัติ เช่น สนับสนุนเงิน หรือปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ยเคมี ที่จะช่วยหนุนราคาสินค้าและรายได้เกษตรกรไม่ให้เผชิญความลำบากมากนัก ควบคู่ไปกับการส่งเสริมอาชีพเพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรด้วย

ทีมข่าวเนชั่นทีวี รายงาน