วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘หุ้น-รายได้’เมตาร่วงไม่หยุด ฉุดความมั่งคั่ง‘มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก’

‘หุ้น-รายได้’เมตาร่วงไม่หยุด ฉุดความมั่งคั่ง‘มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก’ โดยเมตาเวิร์ส มีรายได้ลดลงเหลือ 285 ล้านดอลลาร์ ขาดทุน 3,672 ล้านดอลลาร์ แม้จำนวนผู้ใช้งานรวมทุกแพลตฟอร์มในแต่ละเดือนเพิ่มเป็น 3.71 พันล้านคน

'เมตา'ซึ่งกำลังดิ้้นรนอย่างหนักเพื่อรับมือกับการชะลอตัวของการใช้จ่ายโฆษณาออนไลน์, ความท้าทายจากแอ๊ปเปิ้ลที่อัปเดตความเป็นส่วนตัวของ iOS  บวกกับแพลตฟอร์มคลิปวิดีโอสั้น “Reels”ที่เจอคู่แข่งที่น่ากลัวอย่าง TikTok ประกาศรายได้และราคาหุ้นลดลงอย่างต่อเนื่อง

เมตา รายงานผลประกอบการในไตรมาสที่ 3 ปี 2565 ว่ามีรายได้รวม 27,714 ล้านดอลลาร์ ลดลง 4% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปี 2564 และมีกำไรสุทธิ 4,395 ล้านดอลลาร์

รายได้ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจแอปต่าง ๆ เฉพาะส่วนนี้ลดลงเหลือ 27,429 ล้านดอลลาร์ มีกำไรการดำเนินงานอยู่ที่ 9,336 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ธุรกิจใหม่เมตาเวิร์ส มีรายได้ลดลงเหลือ 285 ล้านดอลลาร์ ขาดทุน 3,672 ล้านดอลลาร์ แม้จำนวนผู้ใช้งานรวมทุกแพลตฟอร์มประจำทุกเดือนเพิ่มเป็น 3.71 พันล้านคน

เมตาแถลงว่าปี 2566 กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวกับเมตาเวิร์สจะมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น และมีผลการดำเนินงานขาดทุนมากกว่าปีปัจจุบัน โดยกลุ่มธุรกิจนี้ถูกกำหนดแล้วว่าจะเริ่มทำกำไรได้ในระยะยาว

“มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก” ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร( ซีอีโอ) เมตาใช้เวลาช่วงท้ายชี้แจงต่อนักวิเคราะห์ในช่วงแถลงผลประกอบการบริษัทว่า เขาเข้าใจที่คนไม่เห็นด้วยกับการที่บริษัททุ่มลงทุนในสิ่งนี้ แต่ที่เขาพอจะบอกได้คือนี่เป็นสิ่งสำคัญที่ในอีกสิบปีข้างหน้าผู้คนจะมองย้อนกลับมาและพูดถึงสิ่งที่เมตาทำกันอยู่ในขณะนี้

เมตา ยังเผยตัวเลขคาดการณ์ผลประกอบการในไตรมาส 4 ที่น้อยกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ส่งผลให้ราคาหุ้นร่วงลงกว่า 20% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการของตลาดหุ้นนิวยอร์ก แม้รายได้ในไตรมาส 3 จะสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 2.738 หมื่นล้านดอลลาร์

ส่วนบริษัทในเครืออย่าง Reality Labs ที่รับผิดชอบด้านการทำแว่น VR headsets และถูกตั้งขึ้นมาเพื่อรองรับผลิตภัณฑ์ เมตาเวิร์สมีรายได้ลดลงไปอยู่ที่ระดับ 285 ดอลลาร์ และนับตั้งแต่ต้นปี หรือ 3 ไตรมาสแรก รายได้ของ Reality Labs ลดลงไปแล้ว 9,400 ล้านดอลลาร์ ทั้งยังมีแนวโน้มที่จะลดลงอีก 
 

สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้ซักเคอร์เบิร์กซึ่งทุ่มเทให้กับแพลตฟอร์มนี้อย่างมาก สูญเสียความมั่งคั่งไปแล้วกว่า 71,000 ล้านดอลลาร์ ร่วงจาก top 5 อันดับเศรษฐีโลก ลงไปอยู่อันดับที่ 20

เมตาต้องดิ้้นรนต่อสู้เพื่อรับมือกับการชะลอตัวในวงกว้างของการใช้จ่ายโฆษณาออนไลน์ ความท้าทายจากบริษัทแอ๊ปเปิ้ลที่อัปเดตความเป็นส่วนตัวของ iOS ขณะที่แพลตฟอร์มคลิปวิดีโอสั้นอย่าง “Reels” ก็เจอกการแข่งขันที่รุนแรงจาก TikTok

ปัจจุบัน ยอดผู้ใช้งานเฟซบุ๊กรายวัน (DAUs) อยู่ที่ 1.98 พันล้านราย สอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ยอดผู้ใช้งานรายเดือน (MAUs) อยู่ที่ 2.96 พันล้านราย มากกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 2.94 พันล้านราย และรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้งาน (ARPU) อยู่ที่ระดับ 9.41 ดอลลาร์ ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 9.83 ดอลลาร์

เมตา คาดการณ์ว่า รายได้ในไตรมาส 4 ของปีนี้ จะอยู่ที่ 3.0-3.25 หมื่นล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 3.22 หมื่นล้านดอลลาร์

รายได้ที่ลดลงของเมตามีขึ้นหลังจากเฟซบุ๊กลงทุนกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สร้างศูนย์ข้อมูลแห่งแรกในทวีปเอเชียที่ประเทศสิงคโปร์

โดยศูนย์ข้อมูลแห่งนี้จะมีอาคารที่มีแผ่นเคลือบโปร่งแสง ทำมาจากวัสดุน้ำหนักเบา เพื่อช่วยในเรื่องของการไหลเวียนของอากาศ และภายในจะเต็มไปด้วยระบบที่ทันสมัย และเน้นการออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม

การเลือกเปิดศูนย์ข้อมูลใหม่ที่สิงคโปร์ ด้วยเหตุผลหลายประการ แต่เหตุผลหลักคือเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และการเข้าถึงการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในระดับโลก ทั้งยังเป็นที่รวมตัวของยอดฝีมือด้านไอทีจำนวนมากในประเทศ ไม่ต่างจากบริษัทยักษ์ใหญ่อื่นๆ ที่ไปเปิดสำนักงานในประเทศนี้

ศูนย์นี้จะเป็นศูนย์ข้อมูลแห่งที่ 15 ของเฟซบุ๊กและจะขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียนอย่างสมบูรณ์สอดคล้องกับคำมั่นสัญญาของบริษัท ที่จะใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ภายในปี 2563

เว็บไซต์บิสสิเนส อินไซเดอร์ รายงานว่า ความมั่งคั่งสุทธิของซักเคอร์เบิร์กลดลงไปมากถึง 70,000 ล้านดอลลาร์ หรือลดลงไปแล้ว 55% นับตั้งแต่ต้นปี 2565 ที่ผ่านมา ส่งผลให้อันดับความร่ำรวยของซักเคอร์เบิร์ก หล่นลงไปอยู่ในอันดับที่ 22 ของโลก

ส่วนดัชนีบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกจัดทำโดยบลูมเบิร์กพบว่า ซักเคอร์เบิร์ก มีทรัพย์สินที่ 125,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงต้นปี 2565 ที่ผ่านมา แต่นับตั้งแน่นั้นมาทรัพย์สินของผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊กก็ร่วงลงมาอยู่ที่ 55,300 ล้านดอลลาร์ หรือลดลงมาแล้วกว่า 55% ทำให้อันดับความร่ำรวยของซีอีโอเมตาร่วงลงไปอยู่ที่อันดับ 22 ของโลกในอันดับบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก นับจนถึงวันที่ 23 ก.ย. 

อย่างไรก็ตาม เมตาไม่ได้เป็นบริษัทเดียวที่มีมาตรการปรับลดพนักงาน  กูเกิล ก็มีรายงานว่าใช้มาตรการในทิศทางเดียวกันโดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กูเกิลประกาศขึ้นบัญชีพนักงานกว่า 10 รายให้หาหน้าที่ใหม่ในบริษัท หรือย้ายออกจากกูเกิลภายใน 90 วัน

ถือเป็นช่วงเวลายากลำบากอย่างแท้จริงสำหรับเมตาและบริษัทอีกหลายแห่งในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ที่ต้องปรับตัวในช่วงที่ทั่วโลกเผชิญหน้ากับภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ และคงต้องจับตามองกันต่อไปว่าการเดินหน้าสู่เมตาเวิร์สอย่างเต็มกำลัง ทั้งในด้านเงินทุนและทรัพยากรของซักเคอร์เบิร์กเดินมาถูกทางหรือไม่