วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

จับตาแผนกระตุ้นศก.จีน ยุค“สี จิ้นผิง”สมัย3

จับตาแผนกระตุ้นศก.จีน ยุค“สี จิ้นผิง”สมัย3 โดยผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกฯ จีนคนต่อไปมีอยู่ 4 คนที่มีโอกาสได้เป็น ซึ่งแต่ละคนเคยดำรงตำแหน่งรองนายกฯ มาแล้ว และแต่ละคนมีผลงานโดดเด่นแตกต่างกันไป

ทั่วโลกกำลังจับตาการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน (ซีพีซี) ครั้งที่ 20 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 16 ต.ค. นี้ เพราะนอกจากจะมีประเด็นการนั่งตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 3 ของ“ สี จิ้นผิง” แล้ว หลายประเทศยังอยากรู้ว่าจีนจะมีผ่อนปรนนโยบาย Zero Covid และมีแผนพัฒนาประเทศในช่วง 5 ปีข้างหน้าอย่างไรเพื่อให้เศรษฐกิจของจีนสามารถแซงหน้าคู่แข่งตลอดกาลอย่างสหรัฐได้

ทุกๆ 5 ปี ผู้แทนพรรคคอมมิวนิสต์จีนจากทั่วประเทศจะเดินทางมาประชุมกันที่มหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่ง เพื่อเลือกผู้นำการเมืองชุดใหม่ของประเทศ ซึ่งประกอบด้วย คณะกรรมการกลาง (Central Committee) ที่ทรงอำนาจราว 200 คน คณะกรรมการกรมการเมือง (Politburo) 25 คน และคณะกรรมการประจำกรมการเมือง (Politburo Standing Committee) ที่มีสมาชิก 5-9 คน รวมไปถึงการแต่งตั้งคณะกรรมการกลางเพื่อการสอบวินัยของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (Central Commission for Discipline Inspection หรือ CCDI)

แม้การประชุมสมัชชาใหญ่ถือเป็นองค์กรสูงสุดที่มีอำนาจหน้าที่ตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน แต่ในความเป็นจริง การตัดสินใจส่วนใหญ่มีขึ้นก่อนการประชุมจริง กล่าวคือ ถึงจะมีการลงคะแนนในระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่ แต่ในความเป็นจริง กลุ่มคนเหล่านั้นได้ถูกคัดเลือกไว้แล้วโดยผู้นำคนปัจจุบัน และคณะกรรมการกลางมีหน้าที่เพียงแค่รับรองคำสั่งเท่านั้น
 

สำหรับตำแหน่งสำคัญที่สุดที่จะมีการคัดเลือกและแต่งตั้งในการประชุมแต่ละครั้งคือ เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ หรือผู้นำสูงสุดของพรรค ซึ่งผู้ที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนี้ จะได้ก้าวขึ้นไปเป็นประธานาธิบดีจีนต่อไปในอนาคต

หลังจากที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญจนนำไปสู่การยกเลิกข้อจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2561 หลายฝ่ายจึงคาดการณ์ว่าปธน.สีจะอยู่ในอำนาจต่อเป็นสมัยที่ 3 แม้ล่วงเลยวัยเกษียณที่ 68 ปีตามธรรมเนียมของพรรคคอมมิวนิสต์จีนแล้วก็ตาม

ในการประชุมครั้งนี้ จีนเตรียมประกาศปรับเปลี่ยนคณะผู้นำประเทศ ซึ่งผู้ที่จะออกจากตำแหน่งและผู้ที่จะเข้ามาใหม่จะสะท้อนให้เห็นถึงอำนาจของประธานาธิบดีสี โดยผู้นำจีนที่ถูกจับตามากที่สุดคนหนึ่งคือนายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง ซึ่งมีอายุ 67 ปีในปีนี้

หลี่ เคยประกาศไว้เมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมาว่า ปีนี้เป็นปีสุดท้ายที่เขาจะดำรงตำแหน่งนายกฯ หลังจากที่ดำรงตำแหน่งดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2556 แต่หลี่ ยังคงมีโอกาสดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการประจำกรมการเมืองซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอำนาจสูงสุดในแวดวงการเมืองจีนต่อไป

ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกฯ จีนคนต่อไปมีอยู่ 4 คนที่มีโอกาสได้เป็น ซึ่งแต่ละคนเคยดำรงตำแหน่งรองนายกฯ มาแล้วทั้งนั้น และแต่ละคนมีผลงานโดดเด่นแตกต่างกันไป ในจำนวนนี้มี 2 คนที่เป็นคณะกรรมการประจำกรมการเมืองอยู่แล้ว ได้แก่ “ฮั่น เจิง” (Han Zheng) ซึ่งมีแนวคิดเหมือนกับประธานาธิบดีสี และ“หวัง หยาง” (Wang Yang) ซึ่งมีแนวคิดต่างจากประธานาธิบดีสี เพราะหวัง มีอุดมการณ์มุ่งเน้นตลาดมากกว่าเมื่อเทียบกับประธานาธิบดีสี ที่ค่อนข้างเน้นความมีระเบียบ

ในส่วนของ เศรษฐกิจจีน บลูมเบิร์ก อีโคโนมิกส์ ได้นำเสนอฉากทัศน์เศรษฐกิจจีนใน10ปีข้างหน้าบนพื้นฐานการขยายตัวเฉลี่ย4.6% โดยระบุว่า การคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ว่าเศรษฐกิจจีนจะขยายตัวกว่า 5% ในช่วงเวลาดังกล่าวไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะผลกระทบจากการดำเนินนโยบายรับมือกับการระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจลดลงมากและเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ขณะที่เม็ดเงินลงทุนในประเทศลดลงเพราะภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

รายงานของบลูมเบิร์ก ระบุว่า หากภาคอสังหาริมทรัพย์ย่ำแย่กว่าที่คาดการณ์และจีนยังคงใช้มาตรการคุมเข้มเพื่อรับมือกับการระบาดของโรคโควิด-19  ต่อไปเรื่อยๆจนเลยปี 2566 ขณะที่อัตราการขยายตัวของผลผลิตมวลรวมในประเทศ(จีดีพี)ของจีนอาจจะต่ำกว่า 4% ในช่วง 10 ปีข้างหน้า หมายความว่าเศรษฐกิจจีนจะไม่มีทางแซงหน้าเศรษฐกิจสหรัฐได้จนกว่าจะถึงกลางทศวรรษที่ 2030 

เศรษฐกิจจีนขยายตัวไปไกลมากในสมัยของประธานาธิบดีสี แต่นโยบายโควิดเป็นศูนย์จากผู้นำประเทศคนเดียวกันนี้ทำให้เศรษฐกิจจีนต้องหยุดชะงัก แถมยังมีปัจจัยในต่างประเทศประกอบกันด้วย

นักวิเคราะห์มองว่า รัฐบาลจะมีความชอบธรรมในสายตาประชาชนได้ต่อเมื่อประชาชนมีหน้าที่การงานและรายได้ดี ซึ่งนโยบายโควิดเป็นศูนย์ก็เป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางเรื่องนี้

นโยบายโควิดเป็นศูนย์ เป็นหนึ่งในนโยบายที่เด่นชัดที่สุดในสมัยของปธน.สี แม้ทั่วโลกส่วนใหญ่เลือกจะกลับมาใช้ชีวิตกับโรคนี้อย่างปกติแล้ว แต่จีนยังใช้มาตรการล็อกดาวน์ ปูพรมตรวจหาผู้ติดเชื้อโควิด-19 และกักตัวเป็นเวลานาน ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศที่มีประชากรหลักพันล้านได้รับผลกระทบอย่างหนัก

แม้ว่าใกล้ถึงวันสำคัญเต็มที แต่จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในจีนยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องหลังจากที่เพิ่งหยุดยาวตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมาเนื่องในวันชาติ ซึ่งเสี่ยงที่จะทำให้ภาพลักษณ์ของปธน.สีย่ำแย่ลงไปอีกเพราะคุมการระบาดไม่อยู่ และอาจทำให้จีนต้องใช้นโยบายโควิดเป็นศูนย์ต่อไป

ตอนนี้ความคิดเห็นเกี่ยวกับทิศทางนโยบายดังกล่าวในอนาคตแตกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งมองว่า จีนอาจใช้การประชุมครั้งนี้ประกาศชัยชนะต่อโควิด-19 และยุตินโยบายโควิดเป็นศูนย์เพื่อ “หาทางลง” เพราะรัฐบาลถูกวิจารณ์หนักมาก จึงเป็นเวลาสมควรให้ต้องเลิก ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งมองว่าจีนอาจยึดมั่นกับนโยบายดังกล่าวต่อไป โดยทางพรรคคอมมิวนิสต์อาจอ้างได้ว่า จีนให้ความสำคัญกับชีวิตของประชาชนมากกว่าเศรษฐกิจ ไม่เหมือนประเทศอื่นที่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจมากกว่าชีวิตของประชาชน