วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

“อาคม” กล่อมนักลงทุนเชื่อมั่นจีดีพีไทยโต 3.5%

“อาคม” เร่งสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน ย้ำเสถียรภาพการเงินการคลังแข็งแกร่ง มั่นใจจีดีพีโตได้ 3 - 3.5% โดยการท่องเที่ยว และการส่งออกเป็นปัจจัยหลักในการสนับสนุน ขณะที่ ภาครัฐพยายามเร่งรัดการใช้จ่าย และการลงทุนในประเทศ

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังการเปิดงานและปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Thailand Economic Reopening and Enhancing Competitive Advantage”ในงานTHAILAND Focus 2022 ซึ่งมีผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเอกชนกว่า 120 บริษัทเข้าร่วมว่า นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงเชื่อมั่นประเทศไทย โดยเฉพาะความมั่นคงทางการเงิน และการคลัง ขณะที่ อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยก็คาดว่าจะอยู่ในระดับเป้าหมายที่ 3-3.5% และมีโอกาสขยายตัวได้ถึง 3.5% หากการส่งออก และการท่องเที่ยวขยายตัวได้ดี

“ครึ่งปีแรก จีดีพีเราโต 2-5% ฉะนั้น การที่จะให้จีดีพีโตได้ 3-3.5% นั้น ในครึ่งปีหลัง เชื่อว่า ปัจจัยด้านการท่องเที่ยว และการส่งออกจะเข้ามาสนับสนุนจีดีพีของเราให้เติบโตได้มากกว่าครึ่งปีแรก ทั้งนี้ ในแง่การส่งออกนั้น เท่าที่คุยกับสภาธุรกิจส่งออก ตัวเลขเป้าหมายเขาอยู่ที่ 7% ก็ขอให้ขยับไปที่ 10% เขาก็รับปากว่าจะพยายาม”

ทั้งนี้ สำหรับความมั่นคงทางการคลังนั้น ดูได้จากสัดส่วนหนี้สาธารณะของไทย ที่ยังอยู่ในระดับ 60% ต่อจีดีพี ขณะที่ กรอบเพดานการก่อหนี้อยู่ที่ 70% และหากรัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้ ได้เพิ่ม ระดับหนี้ในช่วงปีนี้ก็จะปรับลดลงอีก

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่มองว่า ในปีนี้มีโอกาสเติบโตได้ถึง 3.5% โดยมี 4 ปัจจัยสนับสนุน ประกอบด้วย การท่องเที่ยว การส่งออก การใช้จ่ายในประเทศ และการลงทุน

ทั้งนี้ ในเรื่องการท่องเที่ยวนั้น จากตัวเลข 7-8 เดือนที่ผ่านมา ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นมาโดยลำดับ และคาดการณ์ทั้งปีจะได้ 8-10 ล้านคน ซึ่งถ้าได้ระดับนี้ ถือว่า เป็น 1 ใน 4 ของตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยวก่อนที่จะเกิดโควิด ถ้าทำได้ระดับนี้ ก็จะเป็นตัวที่สร้างรายได้ และจีดีพี

“เพียงแต่ว่า เรื่องการท่องเที่ยว เราไม่ได้เป็นคนกำหนดเอง ซึ่งจะขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละประเทศ ยกตัวอย่าง นักท่องเที่ยวจากจีน ซึ่งอยากจะมาเที่ยวเมืองไทยมาก แต่นโยบายของจีนเข้มงวด เมื่อมาแล้วจะต้องกักตัว ทำให้ใช้เวลามากขึ้น ทำให้การท่องเที่ยวของเราไม่เพิ่มขึ้นรวดเร็วนัก แต่การท่องเที่ยวที่จะได้ 1 ใน 4 ดังกล่าว ก็จะเป็นตัวสร้างรายได้ และจีดีพีของเรา”

ส่วนการส่งออก ปีที่แล้วอยู่ที่ 20% ปีนี้ 6 เดือนแรกทำได้ 12% ถือว่าใช้ได้ ที่สำคัญ ขณะนี้ ค่าเงินบาทเทียบกับปี 2563-64 ถือว่า อ่อนค่ากว่า เป็นประโยชน์ต่อการส่งออกของเรา ประกอบกับ ภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอน ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคในหมวดอาหาร และเกษตรก็มี ถือว่าเป็นโอกาสของเรา

ด้านการใช้จ่ายนั้น เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว การใช้จ่ายก็จะดีขึ้น ทั้งนี้ การใช้จ่ายในประเทศมีสองส่วน คือ การใช้จ่ายของคนไทย และต่างชาติเข้ามาใช้จ่าย ซึ่งในส่วนของการใช้จ่ายในประเทศ แน่นอนว่า ภาวะเงินเฟ้อยังดำรงอยู่ คาดการณ์กันว่า ไตรมาสที่ 3 อัตราเงินเฟ้อจะสูงสุด และค่อยลดลงมาในไตรมาสที่ 4 ฉะนั้น เรื่องของกำลังซื้อนั้น รัฐบาลก็ได้ออกมาตรการในเรื่องของโครงการคนละครึ่งเฟสที่ 5 แม้จำนวนเงินจะไม่มาก แต่เป็นช่วงที่เราชดเชยให้ในภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น รายได้ของผู้ใช้แรงงาน ผู้ประกอบการอาชีพเริ่มกลับมา แต่อาจจะกลับไม่เต็มร้อย ฉะนั้น เราจึงเข้าไปสนับสนุน

“ส่วนที่ได้ประโยชน์จากโครงการคนละครึ่งนั้น ต้องถือว่า เศรษฐกิจระดับฐานรากจะได้ประโยชน์มาก โดยวันไหนที่คนละครึ่งออกมา จะคึกคักเลย ทั้งร้านอาหาร และตลาดสด แสดงว่า รายได้ลงไปสู่ระดับล่าง เป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญในมาตรการที่ตรงเป้าหมาย ขณะเดียวกัน ในเรื่องการลดค่าครองชีพด้านพลังงานก็ยังทำอยู่”

ด้านการลงทุน รัฐบาลก็เร่งรัดเบิกจ่าย เชื่อว่า ไตรมาสสุดท้าย งบประมาณในปี 2566 ซึ่งผ่านสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบแล้ว ก็ส่งไปที่วุฒิสภาวันที่ 29 ส.ค.นี้ จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ต.ค. 2565 ซึ่งปกติไตรมาสแรกนั้น รัฐบาลจะเร่งรัดให้โครงการขนาดเล็กให้มีการใช้จ่ายก่อน ไม่กระจุกตัวในไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ

“การลงทุนภาครัฐนั้น ขณะนี้ กรมบัญชีกลางได้ยกเลิกมาตรการช่วยเหลือเรื่องการจัดซื้อ จัดจ้าง ซึ่งได้ยืดเวลา และยกเลิกเบี้ยปรับเงินเพิ่มให้ ฉะนั้น ทางผู้ประกอบการหรือผู้รับเหมาคงต้องเร่งงานเพื่อให้งานแล้วเสร็จ และเตรียมรองรับโครงการที่จะเกิดขึ้นในปีงบประมาณ 2566”

เขากล่าวด้วยว่า อีกเรื่องที่เรามองเห็นความเชื่อมั่นคือ การลงทุนในอีอีซี ซึ่งมีความก้าวหน้าในการก่อสร้างศูนย์นวัตกรรมต่างๆ ก็คงจะมีเรื่องของพิจารณาต่อในเรื่องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งมีสัญญาไปหมดแล้ว ก็คงต้องถึงเวลาที่ต้องเร่งรัดโครงการให้เร็วขึ้น

“คาดว่า งบลงทุนในไตรมาสแรกปีงบประมาณ 66 จะเร่งออกในไตรมาสสี่ ของปีนี้ราว  1 ใน 4 ซึ่งส่วนราชการต้องเตรียมตัวเบิกจ่าย เช่น ประกวดราคาไปก่อนที่จะลงนามสัญญา เมื่อลงนามแล้ว ทางสำนักงบประมาณก็จะอนุมัติเงินงวดที่รวดเร็ว รวมทั้ง การกระจายเม็ดเงินไปต่างจังหวัดของท้องถิ่นทางมหาดไทยก็เร่งรัด”

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์