วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน 2569

Login
Login

จด ‘สิทธิบัตร’ ให้ ‘สูตรอาหาร’ ได้หรือไม่ แบบใดเข้าเกณฑ์คุ้มครอง?

จด ‘สิทธิบัตร’ ให้ ‘สูตรอาหาร’ ได้หรือไม่ แบบใดเข้าเกณฑ์คุ้มครอง?

ทำความเข้าใจการจด “สิทธิบัตร” และ “ความลับทางการค้า” มีความแตกต่างกันอย่างไร ให้การคุ้มครองแบบไหน “สูตรอาหาร” แต่ละประเภทควรจดแจ้งอะไร

จากกรณีดรามา “ปังชา” นอกจากจะทำให้เกิดข้อสงสัยในเรื่องลิขสิทธิ์แล้ว ยังเกิดคำถามตามมาว่า ถ้าเกิดเราคิดค้น “อาหารสูตรใหม่” ได้ หรือ มี “สูตรเด็ดประจำตระกูล” จะต้องทำอย่างไรไม่ให้คนอื่นเลียนแบบได้ ?

ข้อมูลของกรมทรัพย์สินทางปัญญาระบุไว้ว่า “สูตรอาหาร” และ “กรรมวิธีการผลิต” จะได้รับการปกป้องและคุ้มครองผ่านการจด “สิทธิบัตรการประดิษฐ์” และ “อนุสิทธิบัตร”

สำหรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์และอนุสิทธิบัตรจะให้ความคุ้มครองใน "ผลิตภัณฑ์" ซึ่งในที่นี้รวมไปถึง สูตรอาหาร อีกทั้งยังคุ้มครอง "กรรมวิธี" เช่น การผลิตอาหาร ขั้นตอนการปรุงอาหาร กรรมวิธีการถนอมอาหาร โดยมีข้อแม้ว่า ต้องเป็นสูตรหรือกรรมวิธีที่ถูกคิดค้นขึ้นใหม่ ไม่สามารถคาดเดาถึงผลลัพธ์ได้โดยง่าย และมีความสามารถในการประยุกต์ทางอุตสาหกรรม นั่นก็คือสามารถนำไปผลิตซ้ำได้

อย่างไรก็ตาม ในการจดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ หรืออนุสิทธิบัตร ผู้เป็นเจ้าของสิทธิจะต้องเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสูตร กรรมวิธีโดยชัดแจ้ง ว่ามีส่วนผสมอะไรบ้าง ใส่ในปริมาณเท่าไหร่ และมีขั้นตอนการทำอย่างไร ซึ่งจะถูกนำไปเผยแพร่ต่อสาธารณชนเพื่อให้เกิดการพัฒนากระบวนการผลิตอาหารอย่างต่อเนื่อง

ถึงแม้ว่าจะเป็นเมนูอาหารชนิดเดียวกัน แต่หากมีปริมาณหรือส่วนผสมสูตร หรือกรรมวิธีการปรุง ไม่เหมือนกัน ผู้อื่นก็อาจยื่นขอรับความคุ้มครองในสูตรสิ่งที่แตกต่างออกไปซึ่งถูกคิดค้นขึ้นใหม่ได้ โดยพิจารณาจาก 

  • ต้องมีส่วนประกอบต่างกันจนทำให้มีผลเชิงเทคนิคทางอาหาร
  • ใส่สัดส่วนต่างกันจนเกิดการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของอาหาร
  • มีสภาวะการประกอบอาหารที่แตกต่างกัน ซึ่งหมายถึงอุณหภูมิที่ใช้แตกต่างจากเดิมจนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของอาหาร  

ใช้กระบวนการต่างกัน เพิ่มเทคนิคใหม่จนเกิดการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของอาหารนั้น

ทั้งนี้สิทธิบัตรอาหาร “คุ้มครองสองส่วน” คือ เฉพาะ “ส่วนผสม” และ “สัดส่วนที่ใส่” เท่านั้น ไม่ได้คุ้มครองอาหารชนิดนั้น ๆ และให้ความคุ้มครองแค่ส่วนประกอบในช่วงที่เปิดเผยในสิทธิบัตรเท่านั้น โดยมีอายุในการคุ้มครอง 20 ปี 

ดังนั้นหากเปิดเผยสูตรบางส่วน และมีบุคคลอื่นคาดเดาส่วนผสมลับได้ แล้วนำไปผลิตจำหน่าย สิทธิบัตรก็จะไม่ครอบคลุมถึงส่วนผสมลับนั้น

เมื่อสูตรหรือกรรมวิธี ได้รับความคุ้มครองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าของจะเป็นผู้มี “สิทธิแต่เพียงผู้เดียว” ที่ได้รับการคุ้มครอง ซึ่งหากใครต้องการใช้สูตร หรือกรรมวิธี จำเป็นต้องต้องได้รับการอนุญาตจากเจ้าของสิทธิก่อน 

  • ความลับทางการค้า

อย่างไรก็ตาม การจดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ประเภทสูตรอาหาร จำเป็นต้อง “เปิดเผยสูตร” ให้ทุกคนได้รับรู้ ซึ่งหากเป็นเมนูที่ทำยาก ใช้เวลาคิดค้นนาน จนกลายเป็น “ต้นตำรับ” หรือเป็น “สูตรลับ” ที่สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น ก็คงเป็นเรื่องที่ทำใจได้ยากหากจะต้องนำความลับประจำตระกูลออกมาเผยแพร่เพื่อแลกกับความคุ้มครอง 

กฎหมายจึงได้เปิดช่องทางไว้สำหรับเหล่าสูตรลับเอาไว้ด้วยการคุ้มครองสูตรอาหารในฐานะ “ความลับทางการค้า” โดยจะต้องเข้าข่ายองค์ประกอบที่กำหนดเอาไว้ใน พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ.2545 คือ

1.ต้องใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อรักษาข้อมูลดังกล่าวไว้เป็นความลับ 

2.ต้องเป็นข้อมูลการค้า ไม่ใช้ข้อมูลอย่างอื่น  

3.ต้องอาศัยข้อมูลเพื่อใช้ในการแข่งขันทางธุรกิจการค้า 

4.ต้องมีข้อตกลงในสัญญาห้ามเปิดเผย 

5.ต้องเปิดเผยข้อมูลให้เป็นที่ล่วงรู้แก่บุคคลอื่นโดยทั่วไป ไม่รวมถึงการนำความลับทางการค้าไปใช้เองเพื่อประโยชน์ในทางธุรกิจการค้าของตนเอง

6. ไม่รวมกรณีบุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องไปเปิดเผย  

ความลับทางการค้า จะให้ความคุ้มครองเจ้าของสูตรอาหาร ในกรณีมีคนขโมยหรือนำความลับไปเปิดเผย แต่ไม่คุ้มครองกรณีมีคนอื่นสามารถคิดค้นได้เองและนำไปจดสิทธิบัตร โดยไม่มีกำหนดระยะเวลาคุ้มครอง ตราบใดที่สูตรนั้นยังเป็นความลับอยู่

จะเห็นได้ว่า “สูตรน้ำอัดลม” แบรนด์ดังยักษ์ใหญ่ “สูตรทำไก่ทอด” ร้านที่มีสาขาทั่วโลก หรือแม้แต่สูตรส่วนผสมของ“เครื่องดื่มแอลกอฮอล์” ที่มีอายุร่วมร้อยปี ก็ยังไม่มีใครล่วงรู้ว่าใช้วัตถุดิบและมีสัดส่วนอย่างไรจนถึงปัจจุบัน 

การจดสิทธิบัตร และความลับทางการค้าเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะสามารถช่วยให้ผู้ประกอบการได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย แต่ก่อนที่จะดำเนินการ ผู้ประกอบการจำเป็นจะต้องพิจารณาให้รอบคอบว่า สูตรอาหารของตนเหมาะกับการจดแจ้งแบบใด

หากเป็นสูตรอาหารไม่ได้มีความซับซ้อนมาก ใคร ๆ ก็ทำตามได้ แล้ว ควรจดเป็น “สิทธิบัตร” เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการรายอื่นก๊อปปี้สูตรอาหารของเราไปใช้ แต่หากเป็นสูตรลับและไม่อยากเปิดเผยให้ใครรู้ สามารถจดแจ้งเป็น “ความลับทางการค้า” ได้ 

ทั้งนี้ผู้ประกอบการจำเป็นพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้องอย่างถี่ถ้วน ทั้งสิทธิตามกฎหมาย ระยะเวลาการคุ้มครอง ความเสี่ยง ผลกระทบ อำนาจการต่อรองของธุรกิจจากการเปิดเผยข้อมูล เพื่อเลือกทางที่เหมาะกับการดำเนินธุรกิจ