วันพุธ ที่ 1 เมษายน 2569

Login
Login

ชนวนเหตุสินค้าแพง ส่วนแบ่งการขายเพิ่ม ต้นทุนแฝงผู้ผลิตเพียบ!

ชนวนเหตุสินค้าแพง  ส่วนแบ่งการขายเพิ่ม ต้นทุนแฝงผู้ผลิตเพียบ!

วิกฤติสินค้าราคาแพง เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องรับแรงกระแทกเต็มๆในปีนี้ โดยต้นปีหลายแบรนด์ขึ้นราคาแล้ว มีทั้งประกาศให้ทราบ และขึ้นโดยไม่บอกกล่าว ให้ผู้บริโภคเห็นเองบนหน้าเชลฟ์ ชนวนเหตุแห่งของแพงหนีไม่พ้นวัตถุดิบในการผลิต ค่าพลังงาน แต่มีต้นทุนแฝงอื่นอีกด้วย

วิกฤติสินค้าราคาแพง ยังเป็นปัจจัยกระทบต่อการดำรงชีพของประชาชน โดยเฉพาะกำลังซื้อ “ฐานราก” หากสำรวจตลาดตั้งแต่ต้นปี สินค้าปรับขึ้นราคา ได้แก่ นมถั่วเหลืองแลคตาซอยทุกขนาด เช่น 125 มิลลิลิตร(มล.) จาก 5 เป็น 6 บาท ขนาด 300 มล.จาก 10 เป็น 12 บาท

ยำยำช้างน้อย จาก 3 บาทต่อซอง เป็น 3.30 บาท ขณะที่ร้านค้าทั่วไป เห็นการปรับราคาขายผลิตภัณฑ์เบียร์เบอร์ 1 ขวดจาก 60 บาท เป็น 65 บาท โดยราคาขายปลีกแนะนำผ่านช่องทางร้านสะดวกซื้อยังคงราคา 59 บาท ยาคูลท์ปรับราคาขึ้น 1 บาท ในรอบ 11 ปี กระทิงแดงสูตรคลาสสิคขยับจาก 10 บาท เป็น 12 บาท น้ำมันพืชปาล์มยี่ห้อดังจากขวดละ 60 บาท ขยับเป็น 75 บาท เป็นต้น

 

สมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย กล่าวว่า แนวโน้มราคาสินค้าอุปโภคบริโภคหรือสินค้าจำเป็น ยังคง “แพงขึ้น” ต่อเนื่อง สาเหตุสำคัญของการ “ปรับราคา” ส่วนหนึ่งมาจากบรรดาช่องทางจำหน่าย โดยเฉพาะห้างค้าปลีกเก็บส่วนแบ่งการขาย หรือ ค่า GP เพิ่มแตะระดับ 40%

สอดคล้องความเห็นของผู้ผลิตสินค้าจำเป็นรายใหญ่ ที่ระบุว่า การเรียกเก็บ GP ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อแบรนด์มีการผลิตสินค้าใหม่ออกสู่ตลาด

“ห้างค้าปลีก อยู่ในมือของผู้ประกอบการไม่กี่ราย การเรียกเก็บค่า GP เพิ่ม เป็นหนึ่งในปัจจัยทำให้คนไทยต้องซื้อสินค้าราคาแพง และยังมีต้นทุนแฝงอีกมหาศาลในการทำธุรกิจ”

ชนวนเหตุสินค้าแพง  ส่วนแบ่งการขายเพิ่ม ต้นทุนแฝงผู้ผลิตเพียบ! ยาคูลท์เพิ่งประกาศขึ้นราคา 1 บาท มีผล 1 มี.ค.66 

 

นอกจากนี้ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นในปี 2565 เป็นแรงกดดันสำคัญทำให้ต้นทุนของผู้ผลิตสินค้า รวมถึงมีผลกระทบต่อค่าขนส่งด้วย

อีกปัจจัย คือการเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ที่มีนักเดินทางเยือนไทยมากขึ้น เพิ่มการบริโภคสินค้าและบริการ มิติหนึ่งถือเป็นผลบวกต่อภาคธุรกิจ ช่วยปั๊มยอดขายมากขึ้น แต่มุมหนึ่งทำให้ผู้ประกอบการใช้จังหวะดังกล่าว “ขยับราคาสินค้า” เพิ่มขึ้น จากช่วงโควิดไม่สามารถปรับราคาได้จากอำนาจซื้อผู้บริโภคหดหายไป

“ตอนสินค้าและบริการยอดขายอืด ผู้ประกอบการขยับราคาไม่ได้ เพราะผู้บริโภคไม่มีเงินในการจับจ่าย ขึ้นราคามีแต่จะยิ่งฉุดกำลังซื้อ เมื่อกำลังการผลิตเหลือ ยังจัดโปรโมชั่นด้วย แต่พอตลาดเริ่มกลับมาคึกคัก การท่องเที่ยวฟื้น ต่างชาติเข้ามาช่วยเพิ่มการบริโภค ก็ขยับราคาได้”

 

ชนวนเหตุสินค้าแพง  ส่วนแบ่งการขายเพิ่ม ต้นทุนแฝงผู้ผลิตเพียบ!

สินค้าบางส่วนปรับราคาไปแล้ว รายงานล่าสุด คือผลิตภัณฑ์ผ้าอ้อม ซึ่งทางตัวแทนจำหน่ายได้แจ้งไปยังร้านค้าส่งว่าจะขยับราคาขึ้นในเดือนระลอกใหม่ เพื่อให้ร้านบริหารจัดการสต๊อก และสั่งซื้อสินค้าได้สอดคล้องสถานการณ์

 

อ่านข่าว 

 

การแจ้งปรับราคา ทางร้านจะได้ทราบล่วงหน้าประมาณ 1 เดือน ช้าสุดไม่เกิน 60 วัน ขณะที่ผู้ผลิตสินค้าจำเป็นรายใหญ่ระบุว่า การแจ้งปรับราคาของบริษัทเกิดขึ้นล่วงหน้า 15-30 วัน

“ผู้ผลิตจะแจ้งให้ร้านทราบถึงการปรับราคาสินค้าขึ้นล่วงหน้า 30 วัน เพื่อให้เตรียมเงินและสั่งซื้อสินค้า การที่ราคาเพิ่ม เดิมเคยขายของ 100 บาท จำนวน 100 ชิ้น หากปรับขึ้นอาจต้องใช้เงิน 120 บาท ไม่เช่นนั้น ร้านจะได้สินค้าไม่ครบตามต้องการ ต้องหาเงินมาเติมให้เต็ม”

 

ชนวนเหตุสินค้าแพง  ส่วนแบ่งการขายเพิ่ม ต้นทุนแฝงผู้ผลิตเพียบ!

 

ยังมี “เครื่องดื่มชูกำลัง” ยี่ห้อดังต้องการขึ้นราคา แต่ไม่สามารถทำได้ เพราะเห็นบทเรียนจาก M-150 ปรับจากขวด 10 บาท เป็น 12 บาท ทำให้ส่วนแบ่งตลาดหายไป หากแบรนด์ต้องการชิงมาร์เก็ตแชร์การขึ้นราคาเป็นตัวแปรสำคัญมาก

“ตอนนี้กำลังซื้อตลาดล่างหายไปหมดเลย”  

วิกฤติสินค้าแพง อย่างหนึ่งที่เห็นคือ “ขึ้นราคา” ไปแล้ว มักไม่เห็นหั่นหรือลดราคาลง เมื่อต้นทุนต่ำ อย่างผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์ม “สมชาย” เห็นราคาวัตถุดิบปาล์มลดแล้ว แต่น้ำมันพืชยังจำหน่ายในราคาค่อนข้างสูง​ ที่น่าจับตาคือ ปัจจุบันพรรคการเมืองเริ่มหาเสียงเตรียมตัวต่อสู้ในสนามเลือกตั้ง จึงเห็น “ราคา” สินค้าบางอย่างอาจถูกกดไว้ แต่ มองหลังเลือกตั้ง ราคาสินค้าจะขยับอีกรอบ

นโยบายการควบคุมราคาสินค้าในไทย เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการไม่เห็นด้วย เพราะกระทบกลไกตลาดและการแข่งขัน โดยเฉพาะผู้ผลิตไม่สามารถปรับราคาขายตามต้นทุนที่แท้จริง การแบกรับต้นทุน จึงมีผลต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาดด้วย