background-default

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม 2569

Login
Login

"ท่องเที่ยว" จ่อชง ครม. ตุลาคมนี้ เริ่มเก็บ "ค่าเหยียบแผ่นดิน" ต้นปี 66

"ท่องเที่ยว" จ่อชง ครม. ตุลาคมนี้  เริ่มเก็บ "ค่าเหยียบแผ่นดิน" ต้นปี 66

“พิพัฒน์” จ่อชง ครม. เดือน ต.ค. เก็บ “ค่าเหยียบแผ่นดิน” นักท่องเที่ยวต่างชาติ เริ่มต้นปี 66 ด้านผลสำรวจความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวไทย ส.ค.-ธ.ค. แตะระดับ 80% เพิ่มขึ้น 20%

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ความคืบหน้าการดำเนินการจัดเก็บ “ค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศของนักท่องเที่ยวต่างชาติ” หรือ “ค่าเหยียบแผ่นดิน” มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2562 ที่จะนำเงินค่าธรรมเนียมนี้ ใช้จ่ายในการบริหารและพัฒนาการท่องเที่ยว รวมทั้งใช้จ่ายในการจัดให้มีการประกันภัยแก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติระหว่างท่องเที่ยวภายในประเทศ เบื้องต้นคาดอัตราการจัดเก็บค่าธรรมเนียมทางบกอยู่ที่ 100-200 บาท ทางอากาศประมาณ 300 บาท

“ผลการศึกษาอัตราการจัดเก็บค่าธรรมเนียมทางบก คาดเสร็จใน 3-4 วันจากนี้ ซึ่งจะจัดทำข้อมูลเพื่อนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เดือน ต.ค. เราต้องเตรียมความพร้อมล่วงหน้า หาก ครม.อนุมัติแล้ว จะดำเนินการจัดเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวได้ทันที"

โดยการเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะขณะนี้รัฐบาลไม่ได้ให้เงินอุดหนุนในการดูแลนักท่องเที่ยว เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินหรือการสูญเสียชีวิตที่ต้องมีการเยียวยานักท่องเที่ยว หากไม่มีอะไรผิดพลาด คาดเริ่มจัดเก็บได้ต้นปี 2566

ทั้งนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ระหว่างสำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬากับธนาคารกรุงไทย ในการเชื่อมโยงระบบบริการชำระเงินของธนาคารเข้ากับระบบการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศของนักท่องเที่ยวต่างชาติของสำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อนักท่องเที่ยวต่างชาติผู้ชำระค่าธรรมเนียมจะได้รับความสะดวก รวดเร็ว และมั่นใจได้ว่าเงินค่าธรรมเนียมจะได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม เพื่อนำไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ต่อไป

การจัดเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าว จะเก็บในช่องทางการเดินทางทั้งทางอากาศ ทางบก ทางน้ำ และทางราง ผ่านเว็บไซต์ แอพพลิเคชั่น Kiosk และบัตรโดยสารเครื่องบิน โดยข้อมูลบางส่วนที่ได้จากการจัดเก็บจะถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อใช้ในการวางแผน หรือกำหนดนโยบายเพื่อตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยว และการพัฒนาอุตสากรรมท่องเที่ยว

รายงานข่าวจากกองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า ผลสำรวจความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวชาวไทยต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว เมื่อเดือน ส.ค.-ก.ย. กลุ่มตัวอย่าง 555 คน พบว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยมีความเชื่อมั่นต่อภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ช่วง ส.ค.-ธ.ค. ในระดับมากที่ 80% เพิ่มขึ้น 20.2% จากก่อนหน้านี้

จังหวัดที่นักท่องเที่ยวเลือกเดินทางมากที่สุด 3 อันดับแรกช่วง ส.ค.-ธ.ค.นี้ คือ กรุงเทพฯ 11.1% เชียงใหม่ 9.91% และภูเก็ต 6.3% ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม แบ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวประเภทป่าไม้ น้ำตก ภูเขา ถ้ำ ล่องแก่ง 38.44% แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลและชายหาด 25.53% และสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ เช่น สวนสนุก ฯลฯ 14.41%

ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวช่วงเดือน ส.ค.-ธ.ค.นี้ คือการแพร่ระบาดของโควิด-19 และโรคฝีดาษลิง 15.6% วันหยุดยาวต่อเนื่อง 15.6% ความพร้อมด้านการเงิน 14.4%

ส่วนประเด็นความเหมาะสมของมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวในการกระตุ้นการท่องเที่ยวช่วงเดือน ส.ค.-ธ.ค. พบว่า การสนับสนุนค่าใช้จ่ายบางส่วนแก่นักท่องเที่ยว 54.6% ได้แก่ โครงการเราเที่ยวด้วยกัน และทัวร์เที่ยวไทย รองลงมาเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการจัดกิจกรรมอีเวนท์ด้านท่องเที่ยว 12.4% และเพิ่มวันหยุดต่อเนื่องพิเศษ 11.7%

ขณะที่ความเชื่อมั่นต่อมาตรฐานด้านสุขอนามัยของบริการด้านการท่องเที่ยว 3 อันดับแรก ได้แก่ เครื่องบิน 80.7% ร้านอาหาร 78.6% สถานพักแรม 78.1% ส่วน 3 อันดับสุดท้ายคือรถโดยสาร 73.2% เรือโดยสาร 73.2% และสวนสนุก 74.6%

ส่วนกระแสการท่องเที่ยวในปี 2566 จะเป็นการท่องเที่ยวแบบคนในท้องถิ่นมากสุด 60.2% ตามด้วย การทำงานขณะท่องเที่ยว (Workation) 29.4% และท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ (Responsible Tourism) 29%