วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม 2569

Login
Login

ความหวังของ SMEs ไทย การรอคอยที่ (อาจ) สิ้นหวังในปี 2566

ความหวังของ SMEs ไทย การรอคอยที่ (อาจ) สิ้นหวังในปี 2566

การโฆษณาที่สวยหรูของ "สถาบันการเงิน" ต่างบอกว่า SMEs กู้ง่าย อนุมัติเร็ว อาจจะทำให้ SMEs มีความหวัง แต่ (อาจ) จะเป็นความหวังที่สิ้นหวังในปี 2566

ปี 2565 ที่ผ่านมาเป็นปีที่ยากลำบากในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมของไทย จากข้อมูลของสมาคมธนาคารไทย ที่ระบุว่ามีลูกหนี้กลุ่มเปราะบางจากลูกหนี้รายย่อย ทั้งหนี้ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจขนาดกล่างและขนาดย่อมมากกว่า 3 ล้านราย และบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) ที่รวมข้อมูลจาก non-bank จะมีลูกหนี้ที่น่าห่วงถึง 5.5 ล้านราย ยังไม่รวมกับลูกหนี้เงินกู้นอกระบบที่คาดว่าจะมีจำนวนไม่น้อย บางรายสามารประคองตัวอยู่รอดมาได้อย่างทุลักทุเล และมีผู้ประกอบการจำนวนมากที่ต้องปิดกิจการ ถูกฟ้องล้มละลาย ถูกยึดทรัพย์ 

สถาบันการเงินโดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ได้พยายามแก้ปัญหาช่วยเหลือลูกหนี้ที่ประสบปัญหาทางการเงินตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ระบาดด้วยการปรับกฎเกณฑ์ต่าง ๆ รัฐบาลได้สนับสนุนให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ปล่อยสินเชื่อเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคล โดยคิดดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำเพียงแค่ 1% โดยปล่อยสินเชื่อไปถึง 15 ล้านบัญชี ซึ่งจะครบกำหนดชำระหนี้ในปี 2566 ซึ่งเศรษฐกิจโดยรวมยังไม่ฟื้นตัว คาดกันว่าจะเป็น NPL ถึง 50% และมาตรการช่วยเหลือสถาบันการเงินหมดอายุลง

ท่ามกลางซากศพผู้ประกอบการ SMEs ไทยเกลื่อนเมือง จากรายงานแนวโน้มแบงก์ไทย ปี 2566 ของ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ผลการดำเนินงาน ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2565 ทยอยปรับตัวดีขึ้นจากปี 2564 คาดว่าแบงก์ไทย จะมีกำไรจากการดำเนินงาน (ก่อนสำรองและภาษี) เติบโตจากปีก่อนประมาณ 12.4% อยู่ที่ประมาณ 4.5 แสนล้านบาท 

สอดคล้องกับการขยายตัวต่อเนื่องของสินเชื่อ ซึ่งหากผนวกกับค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองฯที่ลดลงจากปีก่อน ที่มีการตั้งสำรองฯเชิงรุกแล้ว ระบบแบงก์ไทยจะมีกำไรสุทธิ 2.3 แสนล้านบาท เพิ่มจากปีก่อนประมาณ 34% จากบทวิเคราะห์ของ บล โนมูระ คาดว่ากำไรสุทธิ 4Q22F ที่ 4.34 หมื่นล้าน โดยกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น +22% Y-Y เพราะการเพิ่มขึ้นของ NIM และการลดลงของค่าใช้จ่ายสำรอง ภาพรวมกำไรสุทธิกลุ่มธนาคารในปี 2023F ที่ 1.83 แสน ลบ.เติบโต +5% Y-Y Still Seeing High Earnings Growth

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในไทยปี 2566 จะเติบโตในกรอบที่จำกัด ราว 4.2-5.2% (ค่ากลาง 4.7%) เทียบกับปี 2565 ที่คาดว่าจะโต 5.0% ตามผลของเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง และผลของมาตรการช่วยเหลือที่หมดลง สินเชื่อที่นำการเติบโตจะ มาจากธุรกิจรายใหญ่ที่มีความสามารถในการรับมือกับต้นทุนการดำเนินงานที่ยังเพิ่มขึ้นรวมถึงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจได้ดีกว่า ส่วนธุรกิจเอสเอ็มอี โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กที่มีวงเงินสินเชื่อต่ำกว่า 20 ล้านบาท ยังไม่ฟื้นตัวจากโควิดรอบก่อนสำหรับสินเชื่อรายย่อยปี 2566 น่าจะคงอัตราการเติบโตเท่ากับปี 2565 ภายใต้แรงกดดันจากสถานการณ์หนี้ครัวเรือนที่ยังสูง

ทั้งนี้ ความแตกต่างสำคัญระหว่างปี 2565 และ 2566 คือในปี 2566 จะไม่ได้มีมาตรการช่วยเหลือพิเศษให้กับลูกหนี้เป็นการเพิ่มเติมแล้ว NPL อาจไม่ลดลง การขึ้นดอกเบี้ยในภาวะที่ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าฟื้นตัวจำกัด แบงก์ต้องเร่งแสวงหาธุรกิจใหม่ ด้วยการเดินหน้าปล่อยสินเชื่อ Digital Lending โดยพยายามเรียนรู้พฤติกรรมลูกค้า สร้างแรงจูงใจในการชำระหนี้ สร้างระบบนิเวศที่จะทำให้ลูกค้าที่มีความหมายและมากพอต่อการประเมินเครดิตอย่างมีประสิทธิภาพ 

ความแตกต่างสำคัญในปี 2566 จะมาจากเกณฑ์การกำกับดูแลที่เปลี่ยนแปลงไปในหลายมิติ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายภูมิทัศน์ใหม่ภาคการเงินของแบงก์ชาติ ทั้งเรื่อง ESG หรือ Green Economy รวมถึง Digital Asset และประเด็นสำคัญอีกหลายด้าน การเรียนรู้เตรียมตัวรับสภาพธุรกิจทีไม่เหมือนเดิมจึงเป็นงานที่ยาก เหมือนสอนให้ช้างปีนต้นไม้สำหรับ SMEs ไทย

ภูมิทัศน์ทางการเงินในปี 2566 จึงเอื้ออำนวยสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่มากกว่า เห็นนโยบายที่แต่ละพรรคการเมืองโฆษณาตามป้ายริมถนน ล้วนแต่เป็นเรื่องที่สถาบันการเงินทำมาแล้วทั้งสิ้น โฆษณาที่สวยหรูของสถาบันการเงินต่างที่บอกว่า SMEs กู้ง่าย อนุมัติเร็ว อาจจะทำให้ SMEs มีความหวัง แต่ (อาจ) จะเป็นความหวังที่สิ้นหวังในปี 2566….