วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สบน.เร่งปรับพอร์ตเงินกู้รัฐบาลรับดอกเบี้ยขาขึ้น

สบน.เร่งปรับพอร์ตเงินกู้รัฐบาลให้มีอายุยาวและดอกเบี้ยคงที่มากขึ้น ชี้ทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นกระทบต้นทุน เผยปีนี้มีแผนออกพันธบัตรระยะยาวถึง 1.3 ล้านล้านบาท ประเมินเพดานก่อหนี้เพียงพอรับมือกู้ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.)เปิดเผยว่า ขณะนี้ สบน.ได้เริ่มทยอยปรับพอร์ตเงินกู้ของรัฐบาลให้มีอัตราดอกเบี้ยคงที่มากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น โดยในงบประมาณ 2565 นี้ เราวางแผนจะออกพันธบัตรระยะยาวในวงเงินสูงถึง 1.1-1.3 ล้านล้านบาท

“ระยะ 2 ปีที่ผ่านมา เป็นปีที่เรากู้เยอะที่สุด จากการกู้เงินพ.ร.ก.เงินกู้ฉุกเฉิน 1.5 ล้านล้านบาท เพื่อนำมาดูแลสถานการณ์โควิด-19 ฉะนั้น ปีที่แล้ว เราใช้เครื่องมือระยะสั้นเยอะ ซึ่งตอนนั้น อัตราดอกเบี้ยถูก แต่ตอนนี้ เราต้องรีบเปลี่ยนจากอัตราดอกเบี้ยลอยตัวมาเป็นคงที่ ไม่เช่นนั้น เมื่อดอกเบี้ยไบบอร์ขึ้นไปเรื่อยๆเราจะเหนื่อย”

ทั้งนี้ แม้ว่า ขณะนี้ จะเกิดกรณีการสู้รบระหว่างรัสเซียกับยูเครน ซึ่งเกิดคำถามว่า ทิศทางอัตราดอกเบี้ยในตลาดโลกจะเป็นขาขึ้นจริงหรือไม่ เพราะหลังจากที่เกิดสงคราม นักลงทุนก็ถอนการลงทุนจากสินทรัพย์เสี่ยงมาเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งพันธบัตรก็เป็นตราสารหนึ่งที่ปลอดภัย ฉะนั้น จะเห็นว่า ผลตอบแทนพันธบัตรเริ่มลดลง

“จริงๆแล้วในระยะยาวนั้น อัตราดอกเบี้ยก็จะปรับขึ้นแน่ๆ แต่จะขึ้นเร็วหรือช้า ก็ต้องรอดู แม้กระทั่งเฟดเอง ในรอบหน้าจะขึ้นดอกเบี้ยไหม หลังจากมีสงคราม ซึ่งทิศทางอาจจะเปลี่ยน ฉะนั้น ตอนนี้ ปัจจัยเปลี่ยน ก่อนหน้านี้ คนจะบอกว่า เศรษฐกิจดี เงินเฟ้อจะขึ้น พออเมริกาเมื่อมีสงครามทุกอย่างถูกตัดขาด ทุกคนก็ดูใหม่อีกซักพัก”

อย่างไรก็ดี เมื่อทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น สบน.ก็ต้องบริหารหนี้สาธารณะให้สอดคล้อง ทั้งนี้ ปัจจุบันเรามีเงินกู้ที่อัตราดอกเบี้ยคงที่ 83% ส่วนที่เหลือเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว

“ตั้งแต่ต้นปีเรารู้อยู่แล้วว่า เศรษฐกิจจะเริ่มขยับตัวขึ้นและดอกเบี้ยก็จะขาขึ้น ดังนั้น ในปีนี้ เราถึงวางแผนจะออกพันธบัตรระยะยาวสูงถึง 1.1-1.3 ล้านล้านบาท ซึ่งตลาดรับทราบแล้ว ถือว่า เป็นจำนวนมากที่สุดเท่าที่เคยมีการออกพันธบัตรรัฐบาลมา สำหรับปีก่อนเราออกพันธบัตรคงที่วงเงิน 8 แสนล้านบาท”

ทั้งนี้ ความต้องการพันธบัตรไทยยังมีอยู่สูง โดยนักลงทุนยังต้องการอยู่มาก แต่ต้องบอกว่า สภาพคล่องมีอยู่จำนวนมากจริง แต่เป็นสภาพคล่องระยะสั้น ซึ่งสบน.ก็กู้ตั๋วพีเอ็น แต่ก็ไม่อยากใช้เครื่องมือนี้ เพราะต้องดูว่า สภาพคล่องที่มีอยู่ในปัจจุบัน อาจจะไม่ตอบโจทย์สบน.แล้ว ฉะนั้น ต้องกระจายความเสี่ยง โดยใช้เครื่องมือระยะยาวมากขึ้น

สำหรับอายุของพันธบัตรในพอร์ตเงินกู้นั้น เราจะพยายามให้อยู่ในช่วงอายุ 9-10 ปี หรือไม่ให้เกิน 15 ปี อย่างไรก็ดี ในพอร์ตเงินกู้ของเรานั้น มีพันธบัตรอายุตั้งแต่ 3-50 ปี และมีเครื่องมือระดมทุนในทุกรูปแบบ สำหรับต้นทุนเฉลี่ยของพอร์ตหนี้รัฐบาลอยู่ที่ 2.3% ซึ่งทยอยลดลงมาเรื่อยๆจากปี 2560 ที่อยู่ในระดับ 3.5%

สำหรับสภาพคล่องในตลาดนั้น ขณะนี้ สภาพคล่องมีอยู่ประมาณ 3 ล้านล้านบาท ถือว่า มีจำนวนมาก ซึ่งทุกคนบอกว่า สามารถกู้ได้ไม่มีปัญหา แต่การกู้ได้แบบไม่มีปัญหา คือ การกู้ระยะสั้น เพราะทุกคนไม่มั่นใจว่า จะเกิดอะไรขึ้น ขณะที่ สบน.ต้องการที่จะกู้ยาวในอัตราดอกเบี้ยคงที่ ซึ่งนักลงทุนกลุ่มนี้มีไม่มาก

ผอ.สบน.ยังกล่าวด้วยว่า ระดับเพดานหนี้สาธารณะของรัฐบาลที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70% ของจีดีพี ถือว่า เพียงพอที่รัฐบาลจะกู้เงินเพื่อปฏิรูปเศรษฐกิจประเทศได้

ทั้งนี้ สำหรับการเยียวยาเศรษฐกิจจากผลกระทบของโควิด-19 ผ่านโครงการความช่วยเหลือของรัฐบาลต่างๆ คงไม่มีแล้ว เนื่องจาก ไม่มีการปิดประเทศเหมือนในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งทำให้รัฐบาลต้องออกพ.ร.ก.เงินกู้รวมสองฉบับ เป็นวงเงิน 1.5 ล้านล้านบาท เพื่อนำมาใช้เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจ และทำให้รัฐบาลต้องขยับเพดานเงินกู้ เป็นไม่เกิน 70% ของจีดีพีจากเดิมอยู่ที่ไม่เกิน 60%

“หากรัฐบาลต้องการที่จะลงทุนเพื่อปฏิรูปประเทศ เพดานเงินกู้ที่กำหนดไว้ว่าไม่เกิน 70 % ดังกล่าว ถือว่า อยู่ในระดับที่เพียงพอ แต่เราคงไม่กู้จนหนี้ไปเพดานดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะทำโครงการปฏิรูปหรือไม่ เพราะการกู้จำเป็นต้องมีโครงการรองรับ”

ทั้งนี้ การกู้เงินเพื่อลงทุนในการปฏิรูปประเทศ ในที่สุดแล้ว อาจไม่ได้ทำให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีสูงจนชนเพดานก็ได้ เนื่องจาก เมื่อมีการลงทุนและทำให้เศรษฐกิจขยายตัวสูงขึ้น ในที่สุดหนี้สาธารณะอาจไม่แตะแค่ 65% ของจีดีพีก็ได้

ทั้งนี้ จนถึงสิ้นปีงบประมาณ 2565 ระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของรัฐบาล จะอยู่ในระดับที่ 62% จากปัจจุบันที่อยู่ที่ 59.88%  แต่ทั้งนี้ระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีขึ้นอยู่กับว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจเป็นไปตามคาดหรือไม่ ซึ่งกระทรวงการคลังคาดว่า เศรษฐกิจในปีนี้จะขยายตัวในช่วง 3.5 -4.5%

เธอกล่าวอีกว่า ในท้ายที่สุดแล้ว รัฐบาลจำเป็นต้องลดเพดานการก่อหนี้สาธารณะให้ลงมาอยู่ในระดับเดิมที่ 60% หรือไม่ ซึ่งอาจยังไม่จำเป็นในช่วงนี้ หากเรามีความจำเป็นต้องลงทุนเพื่อปฏิรูปประเทศ รัฐบาลอาจยืนเพดานที่ 70% ไปก่อนก็ได้  เมื่อถึงวันหนึ่งเมื่อการลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศมีความเพียงพอแล้ว เราก็สามารถปรับลดเพดานลงมาได้

“หากเราต้องกู้เงินจนชนเพดานที่ 70% สิ่งที่เราต้องคำนึงถึงเมื่อมีการก่อหนี้สาธารณะก็คือ ในเรื่องความสามารถในการชำระหนี้ ซึ่งขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย  เช่น ต้นทุนเงินกู้โดยเฉลี่ยในพอร์ตหนี้ของรัฐบาล ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 2.3%  จากปี 2560 ที่อยู่ 3.5%  รวมถึง การปฏิรูปภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับรัฐบาลและการขยายตัวของเศรษฐกิจ เพราะระดับหนี้เราสูงถึงระดับดังกล่าวหากรายได้รัฐบาลไม่ได้เพิ่มขึ้น ก็เป็นความท้าทายของรัฐบาลในการที่จะบริหารงบประมาณ เนื่องจากภาระดอกเบี้ยจะสูงขึ้น และไปเบียดงบลงทุนของรัฐบาล”

สำหรับงบในการชำระหนี้ที่เป็นเงินต้น ในปีงบประมาณ 2565 อยู่ที่ 3% ของงบประมาณรายจ่าย ส่วนปีงบประมาณ 2566 สบน.ได้เสนอขอสำนักงบประมาณไปที่ 4% ซึ่งขึ้นอยู่กับสำนักงบประมาณว่าจะให้เท่าไหร่ ส่วนงบชำระดอกเบี้ยซึ่งต้องชำระเต็มตามจำนวนภาระที่เกิดในปีนั้นๆ ในปีงบประมาณ 2565 ตั้งไว้ที่ 1.98 แสนล้านบาท และปีงบประมาณ 2566 ตั้งไว้ที่ 2 แสนล้านบาท