โบรกเกอร์ ฟันธง ฟันด์โฟลว์ไหลเข้าหุ้นไทยต่อเนื่อง หนุนดัชนีปีนี้ ลุ้นทะลุ 1,800 จุด บล.เอเซียพลัส ชี้ 2เดือนแรกแค่จุดเริ่มต้น บล.ยูโอบี-บล.ไทยพาณิชย์ ส่องเศรษฐกิจเอเชียฟื้นตัวเด่น บล.เมอร์ชั่น คาด เม.ย.-พ.ค. ปัจจัยลบกดดันหุ้นร่วง แนะทยอยขายทำกำไร รอซื้อกลับปลายปี
หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ จัดสัมนา หุ้นไทยปีขาล “เสือคะนอง หรือ เสือลำบาก” ในช่วงสวนา “5 หุ้นเด็ด ต้องมีในมือ” ได้ 4 นักวิเคราะห์ระดับแถวหน้าของประเทศไทยมาให้มุมมองทิศทางตลาดหุ้นไทยปี 2565
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)เอเซียพลัส เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยปีนี้ ได้รับปัจจัยหนุนจากฟันด์โฟลว์เข้าต่อเนื่อง ซึ่งเม็ดเงินทีไ่หลเข้ามาในช่วง 2 เดือนนี้ (ม.ค.-ก.พ.)ถือว่าเป็นแค่การเริ่มต้น เนื่องจากเม็ดเงินสภาพคล่องส่วนเกินอยู่ในระบบบที่สูง,สามารถคุมการแพร่ระบาดของโควิดได้ และเศรษฐกิจทั่วโลกฟื้นตัวต่อ โดยเฉพาะเศรษฐกิจของประเทศเกิดใหม่
ทั้งนี้คาดดัชนีสิ้นปีนี้ กรณีฐาน 1,810 จุด และ กรณีดีสุด 1,860 จุด ยังเป็นในกลุ่มเศรษฐกิจเดิม ได้แก่ แบงก์ รับเหมาะก่อสร้าง ค้าปลีก แต่ต้องจับตา ซึ่งการปรับลดงบดุลของเฟดในช่วงกลางปีนี้ไปแล้ว ยังเป็นความเสี่ยงทำให้ตลาดผันผวน แต่ตลาดหุ้นไทยมีเกราะป้องกันความผันผวน 3 ด้าน คือ ความเสี่ยงปีนี้ต่ำกว่าปีก่อน เศรษฐกิจโต และกำไรบบจ.ที่โดดเด่นโต 11.1% , โครงสร้างตลาดหุ้นไทย 2 ใน 3 เป็นหุ้นมูลค่า ที่นักลงทุนต่างชาติสนใจ ดูดแรงซื้อเข้ามาได้อีก และความได้เปรียบผลตอบแทนระหว่างหุ้นกับตลาดพันธบัตร ในไทยยังมีกรอบกว้างกว่าในสหรัฐ
แนะนำลงทุน 5 หุ้นใหญ่พื้นฐานดี ได้แก่ บมจ. ปูนซิเมนต์ไทย (SCC ) ราคาเป้าหมาย 500บาท รับแรงซื้อต่างชาติและกำไรเป็นขาขึ้น,บมจ. สยามแม็คโคร (MAKRO) ราคาเป้าหมาย 52.80 บาท ผลบวกชัดเจนเมื่อรวมโลตัสส์ ,บมจ. ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น(STEC) ราคาเป้าหมาย 18 บาท รับเม็ดเงินลงทุนภาครัฐเพิ่มขึ้น ,บมจ. โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) ราคาเป้าหมาย 170 บาท โควิดกลับมา รับคนไข้ต่างชาติมากขึ้น รายได้เพิ่มขึ้น และบมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT) ราคาเป้าหมาย 69.60 บาท กลับมาเปิดประเทศรอบนี้ และจำนวนผู้โดยสารถึงจุดเหวี่ยงกลับ
นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บล. เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยสามารถขึ้นต่อในเดือนมี.ค.ถึงต้นเม.ย. จากตลาดจะตอบรับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 1 ปี 2565 ที่จะออกมาดีที่สุดของปีนี้ หลังจากนั้นจะเจอปัญหาปัญหากับดักการเติบโต และในช่วงกลางเดือนเม.ย.และเดือน พ.ค. มีความไม่แน่นอนทางการเมืองไทย ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่ารัฐบาลจะอยู่ไม่ครบเทอม
รวมถึงในเดือนเม.ย.-พ.ค. จะเริ่มมีแรงกดดันทางการเมือง ประเมินว่ารัฐบาลจะอยู่ไม่ครบเทอม และการปรับเกณฑ์ค่ารักษาพยาบาลป่วยโควิด ใช้ตามสิทธิ์ เริ่ม 1 มี.ค.นี้ ซึ่งจะมีผลกระทบมากต่อประชาชน เพราะ จะเริ่มเห็นตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น แต่เอกชนเริ่มไม่ลงทุนฮอลพิเทล ทำให้คนกักตัวที่บ้าน มีโอกาสเห็นการติดเชื้อในครัวเรือนเพิ่มขึ้น ส่งผลเชิงลบต่อบรรยากาศการลงทุนในหุ้นไทย
นอกจากนี้ ยังได้รับผลกระทบจากธนาคารกลางของประเทศขนาดใหญ่ ลดงบดุล เช่น ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) คาดปรับลดงบดุลมากกว่าเฟดและยังมีความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน เป็นภาพไม่แน่นอนยังต้องจับตา ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วง ไตรมาส2 ถึงปลายไตรมาส 3 ปี 2565 มีทิศทางปรับตัวลง จากที่ไม่มีปัจจัยบวกมาหนุน หากไตรมาส 4 ปีนี้ มีการเลือกตั้งเชื่อว่าจะช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุน
ดังนั้นจึงแนะนำ ให้ทยอยขายหุ้นในช่วงกลางเดือนเม.ย. แล้วชะลอการลงทุนรอดูสถานการณ์โดยหากสถานการณ์ดีขึ้น และช่วงใกล้เลือกตั้งค่อยทยอยกลับมาซื้อ ในช่วงปลายไตรมาส3และไตรมาส 4 ปีนี้
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล. ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่าตลาดหุ้นไทยปี2565 ยังดีอยู่ โดยปีนี้ถือว่ากลับมาสู่ภาวะปกติ ก่อนที่โควิด-19ระบาด เพราะ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั่วโลก แต่จะมีการชะลอตัวลงในตลาดที่พัฒนาแล้ว ซึ่งฝั่งของเอเชียภาพของการฟื้นตัวเศรษฐกิจเพิ่มมีโมเมนตัมดีขึ้นตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา จากการฟื้นตัวของแต่ละประเทศแตกต่างกัน แต่ในฝั่งของเอเชียมีความน่าสนใจโดยเฉพาะครึ่งปีแรก และในปี 2566 ที่ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัว ดังนั้น เมื่อภาพการฟื้นตัวเป็นเช่นนี้โมเมนตัมก็จะดีต่อเนื่องไปในอีก 2 ปีข้างหน้า (2565-2566)
"นับตั้งแต่ผมเป็นนักวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีปีไหนที่ผมจะบอกว่าเม็ดเงินต่างชาติจะเข้าหุ้นไทย ซึ่งปีนี้เป็นปีแรกในรอบ 10 ปีที่ผมจะบอกว่าเม็ดเงินต่างชาติจะไหลเข้าหุ้นไทย"
อย่างไรก็ตาม การที่เม็ดเงินต่างชาติเข้ามารอบนี้ไม่ใช่เมืองไทยโดดเด่น แต่เป็นภูมิภาคอาเซียนโดยรวมที่ดูว่าน่าจะรองรับเม็ดเงินลงทุนได้ คล้ายๆ ว่า ตลาดอาเซียนเป็นตลอดปลอดภัย ซึ่งหากมาดูตลาดอาเซียนที่ใหญ่สุดมีการซื้อขายมากสุดคือ ตลาดหุ้นไทย ซึ่งมองว่าเป็นปัจจัยบวกต่อทิศทางฟันด์โฟลว์ที่จะเข้ามา ดังนั้น คงเป้าหมายดัชนีสิ้นปีนี้กรณีฐาน 1,740 จุด (ช่วงต้นปี) และ กรณีดีสุด 1,820 จุด
สำหรับ 5 หุ้นเด็ดที่เลือก คือบมจ. เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) มองว่าในเรื่องของการปล่อยเช่าจะเห็นภาพการฟื้นตัวชัดเจนในปีนี้บมจ. สยามแม็คโคร (MAKRO) มองธุรกิจมีทั้งสองขาทั้งค้าปลีก-มีส่วนเกี่ยวข้องการท่องเที่ยว ซึ่งเมื่อการเปิดเมืองมีความชัดเจนมากขึ้น,บมจ.เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ (ONEE) เป็นหุ้นกลุ่มบันเทิงซึ่งเป็นกลุ่มที่เม็ดเงินโฆษณาโตมากกว่าจีดีพี,บมจ. ไทยออยล์ (TOP) มีส่วนดีในแง่ของการเปิดเมือง และค่าการตลาดกลับมาเป็นบวก และบมจ. ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) เป็นสถานีเติมน้ำมันคาดว่าน่าจะเห็นปริมาณการใช้มากขึ้น ซึ่งเรามองหุ้นทั้ง 5 ตัว ราคาอยู่ในระดับที่ซื้อได้ทั้งหมด
นายสุทธิชัย คุ้มวรชัย ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยการลงทุน บล.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปี 2565 ยังดีอยู่ และมีมุมมองบวกต่อภาพการลงทุนในอนาคตมากขึ้น โดยตั้งสมมุติฐาน 3 ข้อคือ 1. เรามองว่าโควิด-19 จะกลายเป็นโรคประจำท้องถิ่น 2. มองการท่องเที่ยวจะฟื้นตัว 3.ซัพพลายเชนที่ขาดแคลนในช่วงปีที่ผ่านมา ปีนี้สถานการณ์จะเริ่มดีขึ้นมา ซึ่ง 3 ข้อดังกล่าวนำไปสู่การวางกลยุทธ์ภาพเศรษฐกิจของเรา เราเชื่อว่าปีนี้เศรษฐกิจจะฟื้นกลับขึ้นไปก่อนปีโควิด-19 ได้ และเชื่อว่าโควิด-19 คลี่คลาย คนกลับมาทำงานมากขึ้น ในแง่ของเงินเฟ้อจะปรับลดลงมาได้
โดยภาพของการลงทุนในแง่ของผลตอบแทนการลงทุนจะชะลอตัว เพราะว่านโยบายการเงินตรึงตัวมากขึ้น โดยเรามองกรอบ ดัชนีอยู่ที่ 1,550-1,750 จุด
สำหรับ 5 หุ้นเด็ดที่เลือก คือ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เป็นหนึ่งในผู้นำดิจิทัลแบงก์กิ้ง คาดกำไรสุทธิปีนี้มี upside จาก credit cost ที่มีโอกาสลดลง ,บมจ. แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) ปีนี้คาดได้รับอานิสงส์แรงหนุนจากการผ่อนปรน LTV ,บมจ. กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) คาดมีกำลังการผลิตจากโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 12.4% ต่อปี ในช่วง 7 ปีข้างหน้า ส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนใน INTUCH ช่วงเสริมความมั่นคงของกำไรสุทธิ, บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) มีโอกาสจ่ายเงินปันผลมากขึ้นในปีนี้เนื่องจากงบลงทุนลดลง รวมถึงได้ประโยชน์จากเทรนด์ธุรกิจ และ ONEE ประเมินธุรกิจโฆษณาผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว









