วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สรรพากรชี้แผนปฎิรูปภาษีโลกหนุนรายได้ดิจิทัล

สรรพากรชี้การปฏิรูปภาษีระดับโลกจะหนุนให้การจัดเก็บรายได้ที่เกิดจากธุรกิจดิจิทัลในประเทศดีขึ้น ขณะที่ มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนผ่านบีโอไอเพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างประเทศในระยะต่อไปอาจจะไม่ได้ผล

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากรกล่าวถึงการปฏิรูปภาษีระดับโลก หรือ Global Tax โดยประเทศขนาดใหญ่ เช่น G20 และ กลุ่มประเทศ OECD เป็นผู้พิจารณาว่า จะแก้ปัญหากรณีผู้ประกอบธุรกิจหลบเลี่ยงการเสียภาษีในประเทศที่เข้าไปทำธุรกิจ โดยไปตั้งธุรกิจในหมู่เกาะที่เป็น Tax Haven แต่จะทำให้การส่งเสริมการลงทุนผ่านมาตรการของบีโอไอไม่ได้ผล

เขากล่าวว่า การปฏิรูปภาษีโลก จะส่งผลกระทบต่อทั้งโลก ซึ่งความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูประบบภาษี เนื่องจาก ธุรกิจในโลกยุคปัจจุบัน เปลี่ยนมาทำธุรกิจบนโลกดิจิทัลหรือเป็นอีบิซิเนสมากขึ้น ส่งผลต่อการกัดกร่อนฐานภาษีของรัฐบาลในแต่ละประเทศ เนื่องจาก หลักการกฎหมายภาษีที่ใช้กันทั่วไป กำหนดว่า การที่จะสามารถเก็บภาษีจากธุรกิจนั้นๆได้ ธุรกิจนั้นจะต้องมีถิ่นฐานที่ถาวรในประเทศนั้น หรือมีสำนักงานในประเทศนั้น ที่เรียกว่ามี Permanente Establish (PE)  ขณะที่ การทำธุรกิจบนโลกออนไลน์นั้น ไม่จำเป็นต้องมีสำนักงานในประเทศนั้นก็ได้ ก็สามารถทำธุรกิจข้ามชาติได้

ดังนั้น กลุ่มประเทศ G20 และ OECD จึงได้หารือและตกลงร่วมกันเพื่อปฏิรูปภาษีระดับโลก โดยมี 2 pillar ที่สำคัญ คือ กรณีที่บริษัทข้ามชาติ เข้าไปลงทุนในประเทศใดประเทศหนึ่ง โดยที่ไม่มีถิ่นฐานหรือPEในประเทศนั้น หากรายได้ของบริษัทนั้น มีรายได้เกินกว่า 2 หมื่นล้านยูโร จะต้องปันกำไรส่วนหนึ่งให้กับประเทศที่ตัวเองเข้าไปลงทุน  ซึ่ง pillar นี้ประเทศไทยน่าจะได้รับผลประโยชน์

ขณะที่ Pillar 2  คือ เรื่องการป้องกันการหลบเลี่ยงภาษี โดยไปตั้งธุรกิจในหมู่เกาะที่เป็น Tax Haven เช่น หมู่เกาะ Key man เป็นต้น เพื่อป้องกันการหลบเลี่ยงภาษีดังกล่าว  

หากข้อตกลงนี้สามารถบรรลุได้ฉันทามติร่วมกันแล้ว จะทำให้ธุรกิจไทยที่ตั้งใจจะไปตั้งธุรกิจในหมู่เกาะที่ไม่มีภาษี  ไม่สามารถทำได้อีกต่อไป เพราะ Pillar สองนี้ จะให้อำนาจของรัฐบาลของบริษัทแม่เหล่านั้น เก็บภาษี Top up ได้จากบริษัทนั้น รวมไม่เกิน 15% เช่น บริษัท ก. ไปตั้งในเกาะเคย์แมนเพื่อวางแผนภาษี เมื่อมีรายได้สุทธิแล้ว บริษัทมีภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ 10%  ข้อตกลงนี้จะให้อำนาจแก่รัฐบาลของบริษัทแม่เหล่านั้น เก็บภาษีได้อีก 5%

“กรณีนี้ อาจจะมีคนเสียประโยชน์ เช่น คนที่ได้บีโอไออาจจะมีผลกระทบ แต่ว่า กรณีนี้บีโอไอกำลังเจรจาต่อรองขอให้เขาข้ามตัวบีโอไออยู่ เช่น ญี่ปุ่นมาลงทุนที่ไทย ภาษี 0% 5 ปี แต่สุทธิแล้วของกลุ่มเขาเสียภาษี สมมุติสุทธิที่ 10 % สรรพากรญี่ปุ่นก็สามารถเก็บได้ แต่ tax incentive ที่เคยใช้ได้ ก็ใช้ไม่ได้”

เขากล่าวอีกว่า การดำเนินการผลักดันการปฏิรูปภาษีของโลก ทำผ่าน Global Forum ซึ่งได้รับการสนับสนุนที่สำคัญจากกลุ่มประเทศ G20 และ OECD  ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในสมาชิกของ Global Forum ดังกล่าว ที่ตกลงในหลักการแล้วกำลังดูในรายละเอียด เช่น วิธีการจัดเก็บ น่าจะมีผลในปี 2566

สำหรับ ประเทศไทยการปฏิรูปภาษี เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในการทำธรุกิจในโลกยุคดิจิตอลนั้น กรมฯได้ผลักดันจนบัดนี้ กฎหมาย e-service ได้มีผลบังคับใช้แล้ว ทำให้กรมฯสามารถเรียกเก็บ VAT จากแพลทฟอร์มที่อยู่ต่างประเทศแต่ให้บริการออนไลน์ในประเทศไทย และมีรายได้จากประเทศไทย  ซึ่งคาดว่ากรมฯจะได้รายได้จากภาษีตรงนี้ราว 1 หมื่นล้านบาทต่อปี สูงกว่าที่เคยคาดการณ์เดิมที่คาดว่าจะได้รับเพียง 5 พันล้านบาท

ทั้งนี้ ความพยายามผลักดันให้เกิดการปฏิรูประบบภาษีระหว่างประเทศมาตั้งแต่ปี 2556 โดย OECD ได้ริเริ่มโครงการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีและโอนกำไรไปยังประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำ (Base Erosion and Profit Shifting Project-BEPS Project) เนื่องจาก ประเทศต่างๆ สูญเสียรายได้มหาศาลจากการที่บริษัทข้ามชาติใช้ช่องโหว่ในการหลีกเลี่ยงภาษี

อย่างไรก็ดี แนวทางการปฏิรูปภาษีระดับโลกก็ไม่เคยได้ข้อสรุปร่วมกัน เพราะแต่ละประเทศมีจุดยืนที่แตกต่าง ประกอบกับธุรกิจดิจิทัลมีบทบาทมากขึ้น จึงสามารถทำรายได้จากประเทศที่ไม่ได้จัดตั้งบริษัท โดยไม่ต้องจ่ายภาษีนิติบุคคล

ทั้งนี้ ข้อเสนอเรื่องปฏิรูปภาษีเป็นรูปเป็นร่างขึ้นในการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก หรือ G7 เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2564 โดยผู้นำสหรัฐฯ แคนาดา อังกฤษ เยอรมนี อิตาลี ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป (EU) สามารถบรรลุข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ในการปฏิรูประบบจัดเก็บภาษีบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ เพื่อแก้ปัญหาการใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายหลบเลี่ยงภาษี และเพิ่มรายได้ให้รัฐบาลประเทศต่างๆ ซึ่งเผชิญภาระทางการเงินเพิ่มขึ้นจากการระบาดของโควิด-19