ในเดือนธันวาคม 2564 ตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งจากภาวะตลาดที่เป็นลบเพราะ COVID-19 สายพันธุ์ Omicron ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน
ทั้งนี้ ในขณะที่ประเทศส่วนใหญ่ รวมถึงประเทศไทยด้วย รายงานยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นจากสายพันธุ์ใหม่ แต่อัตราการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและจำนวนผู้ป่วยที่มีอาการหนักยังคงต่ำอยู่ ซึ่งทำให้นักลงทุนคลายกังวลลงไปเกี่ยวกับการที่อาจจะต้องใช้มาตรการทางสังคมเพิ่มเติม หรือกลับมา lockdown อีกครั้ง ในขณะเดียวกัน Fed ส่งสัญญาณที่ชัดเจนมากเกี่ยวกับการลดขนาด QE และแผนขึ้นดอกเบี้ยในปี 2565 โดยตลาดการเงินโลกคาดว่า Fed
จะเริ่มขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมีนาคม หรือ พฤษภาคม 2565 ในขณะเดียวกัน พอร์ตหุ้นตามแบบจำลองของเราในเดือนธันวาคมขยับขึ้นถึง 8.4% ซึ่ง outperform ดัชนี SET ที่ขยับขึ้นมา 5.8% สำหรับในปี 2564 อัตราผลตอบแทนของพอร์ตหุ้นตามแบบจำลองของเราอยู่ที่ 20.2% ดีกว่าของดัชนี SET ที่เพิ่มขึ้นเพียง 14.2%
มุมมองตลาดเดือนมกราคม: คาดว่าตลาดจะเคลื่อนไหวแบบ Sideways โดยกระแสข่าวเกี่ยวกับ
Omicron และ โอกาสที่จะมีการขาย LTF ที่ถือครบสิทธิ์ออกมาจะจำกัด upside ในระยะสั้น
เราคาดว่าดัชนี SET จะพักฐานในเดือนมกราคม 2565 ถึงแม้ว่าภาวะตลาดโลกที่แข็งแกร่ง และกระแสเงินทุนไหลเข้าหุ้นที่แข็งแกร่งในช่วงปลายเดือนธันวาคมจะหนุนให้ตลาดวิ่งขึ้นต่อได้ในช่วงต้นเดือนมกราคม แต่เรามองว่าดัชนี SET มี upside จำกัดในระยะสั้นจากเหตุผลสามประการด้วยกัน ประการแรก กระแสข่าวเรื่องการแพร่เชื้อ Omicron ในประเทศน่าจะออกมาในเชิงลบ เพราะการฉลองเทศกาลปีใหม่ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น ประการที่สอง การที่ตลาดยังขยับขึ้นต่อคงจะทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่จะมีการไถ่ถอน LTF ที่ผู้ถือหน่วยถือผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ 7 ปี (จากปี 2559) ประการที่สาม ในภาวะที่ Fed และธนาคารกลางอื่น ๆ ในโลกดำเนินนยโยบายการเงินสวนทางกัน ดัชนี US dollar index และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอาจจะขยับสูงขึ้นในระยะต่อไป ซึ่งจะทำให้ภาวการณ์ลงทุนในเอเชียผันผวน อย่างไรก็ตาม เรายังคงมองค่อนข้างบวกกับแนวโน้มดัชนี SET ตั้งแต่ 2H65 เป็นต้นไป ดังนั้น เราจึงแนะนำให้นักลงทุนระยะกลางถึงยาวเข้าซื้อสะสมหุ้นไทยในช่วงที่ตลาดมี
แนวโน้มจะผันผวนในเดือนนี้
ธีมหุ้นเดือนมกราคม: ยังคงใช้กลยุทธ์ barbell โดยเน้นที่หุ้นใหญ่ (large-cap)
จากมุมมองตลาดหุ้นรายเดือนของเราซึ่งคาดว่าจะเคลื่อนไหวแบบ sideways โดยมี upside จำกัด ในระยะสั้น เราจึงยังคงแนะนำให้ใช้กลยุทธ์ barbell ต่อไป และเน้นที่หุ้นขนาดใหญ่ (large-cap) เนื่องจากเราเชื่อว่าหุ้นเล็ก (small-cap) บางตัวมีราคาแพงมากแล้ว และอาจจะถูกกระทบจากแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น เราชอบหุ้นกลุ่ม ICT และธนาคาร ซึ่งได้แก่ ADVANC*, INTUCH*, KBANK* และ SCB* นอกจากนี้ เรายังแนะนำหุ้นกลุ่มที่จะได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย อย่างเช่น CPN*, HMPRO* และหุ้นที่โยงกับธีมสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเช่น JMART*









