“จุรินทร์ “ชู 2 ยุทธศาสตร์ “BCG - E Commerce” ดันSMEs สู่เวทีการค้าโลก

“จุรินทร์” ดัน SMEs กลุ่ม BCG ทั่วไทยสู่เวทีการค้ายุคใหม่ผ่านเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม ตั้งเป้ากว่า 2,000 ราย และสร้างมูลค่ากว่า 500 ล้านบาทในปี 2565 เป็นพลังหลักขับเคลื่อนผู้ประกอบการไทยให้ตอบโจทย์ตลาดโลก
ปัจจุบันประเด็นสิ่งแวดล้อมได้กลายเป็นวาระสำคัญของทั่วโลกไปแล้ว ล่าสุดการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือซีพีโอ 26 (COP26) โดย 200 ประเทศมีพันธสัญญาร่วมกันที่จะลดการปล่อยคาร์บอนเพื่อช่วยไม่ให้โลกร้อนขึ้นและลดการตัดไม้ทำลายป่า ไทยเองได้กำหนดเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือ Carbon Neutral ภายในปี 2593 และกำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ภายในปี 2608 ซึ่งหลายประเทศโดยเฉพาะประเทศที่เป็นตลาดส่งออกของไทยได้ออกมาแสดงจุดยืนในเรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อม พร้อมยกระดับนโยบายเรื่องนี้เป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนำมาเป็นเงื่อนไขหรือข้อกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ
กระทรวงพาณิชย์ซึ่งมีหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ การส่งเสริมผลักดันการส่งออก จำเป็นต้องตอบสนองต่อแนวโน้มการค้าโลกเพราะหากไทยไม่เร่งทำเรื่องนี้ก็อาจตกขบวนการค้าโลก “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ภารกิจของกระทรวงพาณิชย์ ได้วางกลยุทธ์เสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันทางการค้าของผู้ประกอบการไทย ควบคู่ไปกับการผลักดันให้ประเทศไทยมีภาพลักษณ์ทางการค้าที่ดี เป็นที่เชื่อมั่นของผู้บริโภคทั่วโลก โดยยกโมเดลเศรษฐกิจ BCG Model หรือ Bio - Circular - Green Economy เป็นแนวทางที่จะช่วยพัฒนาศักยภาพ SMEs ไทยในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรมของไทย นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำการใช้ประโยชน์จากเศรษฐกิจดิจิทัล ส่งเสริมการขยายตลาดสินค้ากลุ่ม BCG ในยุค New Normal ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ อาทิ การเจรจาการค้าออนไลน์ (OBM) เป็นต้น
ล่าสุด ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ บูรณาการร่วมกับทุกหน่วยงานในกระทรวงพาณิชย์ ดำเนินโครงการ “เศรษฐกิจแพลตฟอร์มขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ผู้นำ BCG ยุคใหม่” เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้ปรับตัวสู่การเป็นผู้ประกอบการ BCG เป้าหมายส่งเสริมผู้ประกอบการกว่า 2,000 ราย สร้างมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท ผ่าน 61 กิจกรรม ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาองค์ความรู้ผู้ประกอบการ การพัฒนาสินค้าด้วยนวัตกรรม การออกแบบ และการสร้างแบรนด์ ตามแนวคิด BCG การพัฒนาช่องทางการตลาดออนไลน์ และการประชาสัมพันธ์ยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการภายใต้บริบทการค้ายุคใหม่ ที่กระแสรักษ์โลก และเทคโนโลยีดิจิทัล เป็นเมกะเทรนด์ของโลก และช่วยขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ
สำหรับแผนการดำเนินโครงการ แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ 1.ระยะที่ 1 การพัฒนาคนและสินค้า อาทิ เพิ่มองค์ความรู้ด้าน BCG ในหลักสูตร NEA รวมทั้งเชื่อมโยงฐานข้อมูลผู้ประกอบการระหว่างกรมเพื่อส่งต่อให้ได้รับการพัฒนารอบด้าน พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยสู่ตลาดต่างประเทศโดยเน้นการออกแบบและการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ตามแนวคิด.พัฒนาสินค้าผ้าไทยสู่ตลาดโลกด้วยแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน และพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารไทยสำเร็จรูป ในกลุ่ม future food
ระยะที่ 2 การประชาสัมพันธ์และสร้างความรู้ความเข้าใจ จัดทำและเผยแพร่สื่อประชาสัมพันธ์ที่เน้นการสร้างความตื่นตัว (awareness) อาทิ การเผยแพร่วิดิโอให้ความรู้ “BCG คืออะไร ฉบับผู้ประกอบการ” เพื่อสื่อสารให้เข้าใจง่ายและตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับ BCG คืออะไร มาพร้อมกับ BCG Checklist เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเริ่มต้นสำรวจธุรกิจตนเองว่ามีความเป็น B หรือ C หรือ G หรือไม่
ระยะที่ 3 ส่งเสริมการขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และจัด OBM กรมได้ทยอยนำสินค้า BCG ใน 5 กลุ่มสินค้านำร่อง ขึ้นขายบนแพลตฟอร์ม Thaitrade.com และประสานกับแพลตฟอร์มออนไลน์พันธมิตรของกรมในต่างประเทศ เพื่อช่วยประชาสัมพันธ์โครงการ และพิจารณาสินค้า BCG ของไทยขึ้นขายในร้าน Top Thai บนแพลตฟอร์มดังกล่าว เพื่อส่งเสริมสินค้า BCG ไทยออกสู่ตลาดต่างประเทศ ด้วยการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน
นอกจากนี้ ยังมีแผนจัดกิจกรรม OBM ผู้ประกอบการสินค้า BCG ของไทย กับผู้นำเข้าในต่างประเทศ โดยความร่วมมือกับหน่วยงานภายในกระทรวงพาณิชย์ ได้แก่ การต่อยอดสินค้า APi และสินค้า GI ที่ได้รับการพัฒนาตามแนวคิด BCG เข้าร่วมโครงการในระยะที่ 3 เพื่อขยายตลาดสู่ต่างประเทศ / การสนับสนุนช่องทางจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ในประเทศที่เป็นพันธมิตรของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (อาทิ Shopee/ Lazada)
“ปี65 กระทรวงพาณิชย์จะเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการ BCG ให้มากขึ้นเพื่อเสริมทัพกลุ่มนำร่องปีที่แล้ว 80 รายซึ่งประกอบด้วย BCG Heroes 50 ราย และ BCG Next Gen 30 รายที่ได้เปิดตัวไปแล้ว โดยเน้นการสร้างการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายผ่านแคมเปญ “Be the ChanGe” เชิญชวนทุกท่านมาเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงเพื่อโลกที่น่าอยู่ขึ้น ธุรกิจที่ดีต้องมี win ทุกฝ่าย ทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค แรงงาน ตลอดจนโลกของเราใบนี้ จึงจะเรียกได้ว่าเป็นธุรกิจที่มีความยั่งยืน “นายจุรินทร์ กล่าว







