ติดตามผลประชุมเฟดและปฏิกิริยาของตลาดต่อการเปลี่ยนโทน

ติดตามผลประชุมเฟดและปฏิกิริยาของตลาดต่อการเปลี่ยนโทน

มีโอกาสที่จะเห็นการเปลี่ยนโทนของเฟด ด้วยตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ พ.ย.ที่ 6.8% (สูงสุดในรอบ 40 ปี) และเงินเฟ้อผู้ผลิตที่ 9.6% (สูงกว่าคาดที่ 9.2%) รวมถึงภาวะการจ้างงานที่ตึงตัว

ทำให้เป็นไปได้ที่เฟดจะดำเนินการผ่อนคลายช้าเกินไป (behind the curve) และอาจต้องเร่งลดการผ่อนคลาย (tapering) ในเวลาที่สั้นลง โดยอาจเห็นการลดการซื้อพันธบัตรในอัตราราว 3 หมื่นล้านดอลลาร์/เดือน ในเวลาเพียง 4 เดือน (จากที่ตลาดคาด 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์/เดือน ในเวลา 8 เดือน) ขณะที่มุมมองการขึ้นดอกเบี้ยของกรรมการรายบุคคล (Dot plot) จากเดิมขึ้นดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งในปี 2564 อาจปรับขึ้นเป็นการขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ซึ่งการเปลี่ยนโทนดังกล่าวอาจทำให้นักลงทุนเกิดปฎิกิริยาในการปรับพอร์ตเพื่อรับวัฎจักรการขึ้นดอกเบี้ยที่น่าจะเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางปี 2565 

วุฒิสภาสหรัฐฯ มีมติผ่านร่างขายเพดานหนี้ ด้วยคะแนนเสียง 50:49 ขยายกรอบการก่อหนี้ให้รัฐบาลกลางอีก 2.5 ล้านล้านเหรียญฯ ทำให้เพดานหนี้จะขยับเป็น 31.4 จาก 28.9 ล้านล้านเหรียญฯ จากนี้จะเข้าสุ่การอนุมัติของสภาผู้แทนฯ และลงนามอนุมัติโดยประธานาธิปดี ทั้งนี้จะทำให้การประมูลพันธบัตรกลับเข้าสู่ระดับใกล้ปกติหลังจากมีการลดปริมาณการประมูลในช่วงที่ผ่านมาเพื่อควบคุมไม่ให้เกินเพดาน ซึ่งจะทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯในระยะสั้นมีโอกาสขยับขึ้น
 

ธีมการลงทุนระยะสั้น 1) วัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น บวกกับกลุ่มธนาคารและประกัน อาทิ BBL, KBANK, SCB, TIPH 2) หุ้นบริโภคในประเทศ CPN, CRC, CPALL, MAKRO 3) ความขัดแย้งสหรัฐฯ-จีน หนุนการย้ายฐานผลิตมาไทย บวกกับ AMATA, WHA, ROJNA, CCET, SMT 4) กลุ่มการเงินหรือ IPO ที่ยังขึ้นน้อย IFS, PIN, ONEE, CV, UBE, DMT, ASW 5) ทยอยสะสม สื่อสาร สาธารณูปโภค ADVANC, DTAC, FTREIT, WHART, GULF, GPSC, EGCO, RATCH, EASTW, WHAUP, TTW 6) หุ้นที่มีแรงซื้อหนาแน่นวานนี้ (7 ธ.ค.) KBANK, CPALL, KTB, SCB, AOT, MINT, KCE, HMPRO, CPN, BBL 7) กลุ่มได้ประโยชน์จากโควิด BCH, CHG, STA, STGT, SMD, WINMED อาจฟื้นช่วงสั้น แต่เราคงมุมมองระวังจากกำไรที่ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว โดยชอบ RAM จากการที่ราคา mis-pricing สินทรัพย์และความสามารถในการทำกำไร

ภาพรวมกลยุทธ์: ยังแกว่งตัว 1,608-1,625 อย่างไรก็ตามตลาดอาจผันผวนหากผลการประชุมเฟดกลางสัปดาห์บ่งชี้ถึงความเสี่ยงของการเร่งขึ้นดอกเบี้ยที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ภาพรวมยังเน้นเลือกเก็งกำไรรายตัวในหุ้นที่ไม่เสียเปรียบต้นทุนมากนัก //หุ้นแนะนำ: SAWAD*, RAM*, MONO*, EA*

แนวรับ: 1,608 / แนวต้าน : 1,625 จุด สัดส่วน : เงินสด 50% : พอร์ตหุ้น 50%
 

 

 

ประเด็นการลงทุน

เวิลด์แบงก์คงจีดีพีไทยโต 1% – เวิลด์แบงก์คงจีดีพีไทยปีนี้เติบโตที่ 1% ก่อนจะกลับมาโต 3.9% ในปี 65

คลัง-ธปท.วางเป้า กรอบเงินเฟ้อปี 65 ที่ 1-3% - คณะรัฐมนตรีอนุมัติเป้าหมายเงินเฟ้อทั่วไปปี 2565 ระหว่าง 1-3% ขณะที่กระทรวงการคลังและผู้ว่าการธปท. มองแนวโน้มยังอยู่ในระดับต่ำต่อไป

คาดการณ์หุ้นเข้า-ออก SET50/SET100 – หุ้นที่คาดการณ์ว่าจะถูกนำเข้า/ถอดออก จากการคำนวณดัชนี SET50/SET100 ในช่วง 1H65 ได้แก่ SET50: IN (+) TIDLOR, BANPU, KEX // OUT (-) DELTA, BJC, STA และ SET100: IN (+) TIDLOR, KEX, STARK, BPP, EPG, TIPH, DCC // (-) TKN, ICHI, AAV, SINGER, DELTA, JAS, NRF

AWC เข้าลงทุนดุสิตดีทูเชียงใหม่ – ซึ่งเป็นสินทรัพย์ภายใต้ DREIT และบริหารงานโดย DUSIT เรามองการเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ดังกล่าวน่าจะกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงตัวผู้บริหาร แต่ก็น่าจะช่วยลดภาระค่าเช่าขั้นต่ำ (ถ้ามี) ที่ DUSIT มีต่อ DREIT ได้ ซึ่งน่าจะเป็นบวกกับทั้ง AWC, DUSIT และ DREIT

 

ประเด็นติดตาม: - 14-15 ธ.ค. – FOMC meeting/ 16-17 ธ.ค. – ตลท.ประกาศปรับหุ้นในSET50/SET100 / 17 ธ.ค. – FTSE Rebalancing Effective date

(* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ ซึ่งอาจมีคำแนะนำต่างกับพื้นฐาน หรือที่ไม่ ได้อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาที่เข้าซื้อ)