สัปดาห์ที่แล้ว คณะกรรมการของ AOT อนุมัติมาตรการให้ความช่วยเหลือสายการบิน และผู้ประกอบการเอกชนที่ได้สัมปทานสนามบินทั้งหกแห่งที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของบริษัท
โดยขยายมาตรการเดิม (ได้แก่ ลดค่าสัมปทานที่คิดตามเปอร์เซ็นต์, ค่าธรรมเนียมในการนำเครื่องบินลง และค่าจอดเครื่องบิน, ค่าเช่าสำนักงานและทรัพย์สินของรัฐ) ออกไปอีกหนึ่งปี (ถึงเดือนมีนาคม 2566 จากเดิมที่จะสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2565) เนื่องจากสายการบินและผู้รับสัมปทานยังไม่มั่นใจในการฟื้นตัวของธุรกิจการบิน และยังต้องมีค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ในการที่จะกลับมาทำธุรกิจอีกครั้ง
ปรับลดประมาณการปี FY65-66F เพื่อสะท้อนปัจจัยลบดังกล่าว
ข่าวนี้เป็นลบต่อแนวโน้มผลประกอบการของ AOT ในช่วงปี FY65-66F เนื่องจากการขยายมาตรการช่วยเหลือดังกล่าวจะกระทบโดยตรงต่อทั้งรายได้และกำไรสุทธิของบริษัท โดยผลกระทบดังกล่าวจะเกิดใน 2H65F และ 1H66F ตามช่วงเวลาที่มีการขยายมาตรการไปถึงเดือนมีนาคม 2566 ซึ่งเมื่ออิงตามกรอบเวลาใหม่ของมาตรการ เราคาดว่ารายได้ของ AOT ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับมาตรการนี้จะลดลงจากประมาณการเดิมอีก 17.2% ใน FY65F และ 13.7% ใน FY66F ดังนั้น เราจึงปรับลดประมาณการปี FY65F เป็นขาดทุนสุทธิ 2.3 พันล้านบาท (จากเดิมที่คาดว่าจะมีกำไรสุทธิ 4.1 พันล้านบาท) และประมาณการปี FY66F เป็นกำไรสุทธิ 1.56 หมื่นล้านบาท (จากเดิม 2.29 หมื่นล้านบาท) เราคาดว่าการขยายมาตรการดังกล่าวจะทำให้มูลค่าหุ้นของ AOT ลดลงประมาณ 1.0 บาท/หุ้น หรือ 1.3% จากราคาเป้าหมาย DCF เดิมของเราที่ 74.50 บาท นอกจากนี้ เรายังมองว่ามูลค่าหุ้น AOT ตามการประเมินของเราจะมี downside ราว 3% จากระดับเดิม หากมีการต่ออายุมาตรการออกไปสองปี (สิ้นสุดมีนาคม 2567)
การกลับมาเปิดประเทศ และ coronavirus สายพันธ์ุ Omicron
ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน ประเทศไทยเริ่มกลับมาเปิดประเทศอีกครั้ง ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายของรัฐบาลเราคิดว่าการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติจะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนผลการดำเนินงานโดยรวมของ AOT เนื่องจากทั้งรายได้และอัตรากำไรของกลุ่มนี้จะเพิ่มขึ้นในช่วงสองสามปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม เรามีความกังวลต่อสายพันธุ์ Omicron จากอาฟริกา ซึ่งจะทำให้ประมาณการของเรามี downside อีก อย่างไรก็ตาม เรายังคิดว่าการระบาดของสายพันธุ์ Omicron น่าจะยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ เนื่องจาก i) ได้รับบทเรียนจากการที่ COVID-19 ระบาดในประเทศไทยในรอบก่อน ๆ และ ii) มีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวอาฟริกันเดินทางเข้ามาประเทศไทยสัดส่วนน้อยมาก (Figure 5)
Valuation & Action
จากประเด็นการพลิกฟื้นของ AOT เราจึงยังคงคำแนะนำซื้อ และประเมินราคาเป้าหมาย DCF ปี FY65 ใหม่ที่ 73.50 บาท (ใช้ WACC ที่ 9% และ TG ที่ 3%) จากเดิมที่ 74.50 บาท
Risks
COVID-19 กลับมาระบาดหนักอีกครั้ง, เศรษฐกิจถดถอย และปัญหาความไม่สงบทางการเมืองใน
ประเทศไทย









