แกว่งตัวออกข้าง (วันที่ 25 พฤศจิกายน 2564)

แกว่งตัวออกข้าง (วันที่ 25 พฤศจิกายน 2564)

วันพุธที่ผ่านมาดัชนีปรับตัวขึ้นได้ดีในช่วงเช้าถึงประมาณ +10 จุด จากแรงซื้อในหุ้นกลุ่มพลังงานที่ปรับตัวขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ แต่มีแรงขายปริมาณมากในช่วงท้ายตลาด (16.00น.) เป็นแรงขายในหุ้นขนาดใหญ่ อย่าง ADVANC, MAKRO

ในขณะที่หุ้นกลาง-เล็กปรับตัวขึ้นแรง อาทิ หุ้นที่ขายสมาร์ทโฟน gadget ทั้ง CPW +29.15%, SPVI+17.29%, SVOA+10.119%, SIS+9.74% ส่งผลให้ดัชนี SET Index ปิดตลาดที่ 1,649.82 จุด +3.40 จุด +0.21% มูลค่าการซื้อขาย 86,135 ลบ. ต่างชาติ +2,307.07 ลบ. TFEX +5,735 สัญญาตราสารหนี้ +3,701.90 ลบ.

 

ปัจจัยบวก    

+ สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่ากลุ่มโอเปคพลัสไม่มีการหารือกันเกี่ยวกับการระงับการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันแต่อย่างใด ตามที่ปรากฎในสื่อ
+ สหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ทั่วไป ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน พุ่งขึ้น 5.0%YoY ในเดือนต.ค. ปรับตัวขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่ พ.ย.2533
+ สหรัฐเปิดเผยตัวเลขประมาณการ GDP ครั้งที่ 2 สำหรับ 3Q64 ขยายตัว 2.1% สูงกว่าตัวเลขประมาณการครั้งแรกที่ระดับ 2%
+/- ศบค.รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศวันนี้ พบผู้ติดเชื้อรายใหม่รวม 6,335 ราย ATK 2,391 ราย มีผู้เสียชีวิต 37 ราย รักษาหาย 7,218 ราย
+/-รมว.คลังส่งสัญญาณลดแจกเงินที่เป็นมาตรการเฉพาะหน้าช่วยคนตกงาน ต่อไปจะเน้นมาตรการสร้างงานลดค่าใช้จ่าย เตรียมเปิดให้ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ในต้นปี 65
 

ปัจจัยลบ

- ดัชนีดาวโจนส์ปิดลดลง 9.42 จุด -0.03% หลังจากบริษัทจดทะเบียนรายใหญ่ซึ่งรวมถึงนอร์ดสตรอม และแก๊ป อิงค์ เปิดเผยผลประกอบการต่ำกว่าคาด แต่ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปิดบวกจากแรงซื้อหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มเทคโนโลยี
- ราคาน้ำมันดิบ WTI ลดลง 11 เซนต์ -0.1% ปิดที่ 78.39 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังมีรายงานว่าสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐพุ่งขึ้นสวนทางคาดการณ์ นลท.จับตาท่าทีของกลุ่มโอเปคพลัสในการตอบโต้มาตรการของสหรัฐและพันธมิตรที่ตัดสินใจระบายน้ำมันดิบจากคลังสำรอง
 

 

 

- สหรัฐรายงานว่ายอดขายบ้านใหม่เพิ่มขึ้น 0.4% สู่ระดับ 745,000 ยูนิตในเดือนต.ค. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 800,000 ยูนิต
- ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่าดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐดิ่งลงสู่ระดับ 67.4 ในเดือนพ.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย.2554
- นายมาร์ค โมเบียส ผู้จัดการกองทุนตลาดเกิดใหม่ และผู้ก่อตั้งบริษัทโมเบียส แคปิตอล พาร์ทเนอร์ส ระบุว่า ตุรกีอาจมิใช่ประเทศเดียวที่ต้องประสบกับวิกฤตการณ์ค่าเงิน

 

แนวโน้มตลาดวันนี้

คาดดัชนีในวันนี้มีโอกาสแกว่งตัวผันผวนในลักษณะ Sideway ออกข้าง นักลงทุนมีการสลับกลุ่มเล่นโดยมีการขายทำกำไรในหุ้นที่ปรับตัวขึ้นแรง ประกอบกับยังรอดูท่าทีของกลุ่มโอเปคพลัสที่จะส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบ คาดดัชนีเคลื่อนไหวในกรอบ 1,640-1,657 จุด

 

กลยุทธ์การลงทุน

• หุ้น Reopening Play : หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว MINT ERW CENTEL AWC SHR AOT AAV BA หุ้นกลุ่มขนส่ง BEM BTS หุ้นกลุ่มห้างสรรพสินค้า CPN CRC MBK หุ้นกลุ่มร้านอาหาร AU M ZEN หุ้นกลุ่มค้าปลีก CPALL BJC MAKRO
• MSCI Global Small Cap Indexes มีผล 30 พ.ย. หุ้นเข้า BEC TIPH TIDLOR หุ้นออก TKN
• ประเด็นปรับขึ้นค่า Ft จะเป็นตัวหนุนต่ออัตราการทำกำไรหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า EA SSP GPSC BGRIM

 

 

หุ้นรายงานพิเศษ       

                               TACC “มุมมองบวก” ราคาเหมาะสม 8.20 บาท

•บริษัทรายงานรายได้งวด 3Q64 เท่ากับ 310 ลบ. -5%YoY -3%QoQ เป็นผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ที่จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่เพิ่มแตะเฉลี่ยกว่า 15,000 ราย ประกอบกับมาตรการล็อคดาวน์ทำให้ร้านสะดวกซื้อถูกจำกัดเวลาให้บริการถึง 20:00 น. อย่างไรก็ดี %GPM ทรงตัวระดับสูงที่ 38.2% (3Q63 = 32.2%, 2Q64 = 38.9%) ส่วน %SG&A ปรับลดลงมาที่ 17.5% (3Q63 = 16.0%, 2Q64 = 19.6%) ส่งผลให้งวด 3Q64 มีกำไรสุทธิ 56 ลบ. +19%YoY +2%QoQ โดยกำไร 9M64 เท่ากับ 157.5 ลบ. คิดเป็น 73% ของประมาณการทั้งปี 64

•แนวโน้ม 4Q64 คาดเติบโต YoY QoQ หลังภาครัฐคลายล็อกดาวน์ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 64 ทำให้ร้านสะดวกกลับมาให้บริการได้ตามปกติ ประกอบกับบริษัทเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่วันที่ 2 ธ.ค. นี้ น้ำแร่อัลคาไลน์ธรรมชาติ "EIGHT PLUS x Jay The Rabbit" ส่วนการขยายให้บริการใน Lotus’s go fresh ปัจจุบันที่ 1,400 สาขา (ไตรมาสก่อนที่ 1,100 สาขา) จากสาขาทั้งหมด 1,700 สาขา

•ความเห็น เรามีมุมมองเชิงบวกต่อการเติบโตในช่วง 4Q64 และปี 2565 จากสถานการณ์โควิด-19 ที่คลี่คลายลง คาดการเติบโตในปีหน้าจะกลับเข้าสู่ระดับปกติที่ 10-15% สนับสนุนจากการขยายสาขา 7-Eleven ที่เปิดใหม่เฉลี่ย 700 สาขาต่อปี และการทยอยเปิดสาขา 7-Eleven ในประเทศกัมพูชา ส่วนธุรกิจ Character Business คาดจะฟื้นตัว หลังจากซบเซาในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์กัญชงคาดจะเริ่มขายไม่เกินช่วง 2Q65 ซึ่งจะเป็นอัพไซต์ต่อประมาณการราย

 

หุ้นมีข่าว

(+) SABUY (Bloomberg Consensus 23.00 บาท) ลุยต่อจิ๊กซอว์ อีโคซิสเต็ม จ่อปิดดีลพาร์ตเนอร์ใหม่อีก 1 ราย ธันวาคมนี้ ขยายฐานธุรกิจเพิ่ม หลังล่าสุดเปิดตัวพันธมิตร LAUNDRYBAR คืบไลเซนส์สินเชื่อคาดได้ช่วงไตรมาส 1/2565 CFO ส่งซิกไตรมาส 4 ฟอร์มแจ่ม เปิดเมืองหนุน (ที่มา ทันหุ้น)

(+) GUNKUL (Bloomberg Consensus 5.75 บาท) พร้อมลุยสายไฟลงดินเดินหน้าประมูลงานต่อเนื่อง มูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท ลุ้นคว้างานใหม่กว่า 5 พันล้านบาท เติมแบ็กล็อกงาน EPC เพิ่มจากปัจจุบันอยู่ที่ 1 หมื่นล้านบาท จับตาผลงานไตรมาส 4/2564 โดดเด่น เล็งรับรู้รายได้เต็มไตรมาสของ Solar Farm ที่เวียดนาม คาดธุรกิจกัญชง-กัญชา จะช่วยหนุนกำไรปี 2565 โตมากกว่า 30% (ที่มา ทันหุ้น)

(+) NRF (Bloomberg Consensus 9.25 บาท) เดินหน้าส่งบริษัทย่อยเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผ่าน SPAC พร้อมบุกตลาดธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง โชว์ออเดอร์แล้ว 300 ล้านบาท ลั่นปีหน้ารายได้เติบโต 4-5 พันล้านบาท ชู “ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ-กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนจากพืช” เป็นเรือธง (ที่มา ข่าวหุ้น)

(-) กบง.ลดผสม B100 เหลือ 7% พร้อมตรึงค่าการตลาดหวังกดดีเซลไว้ที่ 28 บ./ลิตร
(ที่มาอินโฟเควสท์)

ประเด็นลบ ต่อสถานีจำหน่ายน้ำมันเนื่องจากการตรึงราคาน้ำมันดีเซลจะทำให้ค่าการตลาดต่อลิตรปรับตัวลง โดยหุ้นที่ได้รับผลกระทบมากสุดคือ PTG ซึ่งมีปริมาณการขายน้ำมันดีเซลเป็นสัดส่วนสูง ขณะที่ OR และ BCP ได้รับผลกระทบเชิงลบรองลงมา