BJC มีสี่กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ i) กลุ่มสินค้าด้านบรรจุภัณฑ์ (คิดเป็น 13% ของยอดขายใน 3Q64) ii)กลุ่มสินค้าด้านอุปโภคบริโภค (17%) iii) กลุ่มสินค้าด้านการดูแลสุขภาพ และเทคนิค (7%) และ iv) กลุ่มการค้าปลีกสมัยใหม่ (63%)
ทั้งนี้ BJC เป็นเจ้าของแบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภคหลายแบรนด์ อย่างเช่น Testo, DMP, Parrot, Cellox ฯลฯ ทั้งนี้ รายได้ส่วนใหญ่จาก กลุ่มค้าปลีกสมัยใหม่มาจาก Big C ในประเทศไทย นอกจากนี้ BJC ยังมีรายได้ค่าเช่าก้อนใหญ่ (7% ของรายได้รวมในปี 2562) จากพื้นที่เชิงพาณิชย์ของ Big C ซึ่งบันทึกอยู่ในรายการรายได้อื่นอีกด้วย
การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศจะเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตในปี 2565
เราคาดว่า กลุ่มค้าปลีกสมัยใหม่จะเป็นกลุ่มหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตของ BJC ในปีหน้าจากอุปสงค์ในประเทศที่เพิ่มขึ้น และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกัน รายได้ค่าเช่าน่าจะฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งเช่นกัน จากการผ่อนคลายมาตรการ lockdown โดยบริษัทคาดว่าอัตรา occupancy rate ของพื้นที่เช่าจะเพิ่มขึ้นจาก 85% ใน 3Q64 เป็น 88%-89% ใน 4Q64 และทยอยขยับขึ้นไปจนถึงระดับก่อน COVID ระบาดที่ 96% ได้ในปี 2566 ในขณะเดียวกัน กลุ่มสินค้าด้านบรรจุภัณฑ์ยังจะได้อานิสงส์จากการกลับมาเปิดบริการร้านอาหาร และสถานบันเทิงยามราตรี ซึ่งจะช่วยกระตุ้นอุปสงค์เครื่องดื่มและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นอกจากนี้ เราคาดว่าผลการดำเนินงานของกลุ่มสินค้าด้านการดูแลสุขภาพและเทคนิคน่าจะยังอยู่ในระดับที่น่าประทับใจต่อไป เนื่องจากอุปสงค์ของชุดตรวจ antigen test kits (ATKs) น่าจะยังมีอยู่ต่อไปในปีหน้าเนื่องจากยังมีการใช้มาตรการป้องกันโรคระบาดอยู่
ได้แรงหนุนจากการขยายกิจการ และการปรับปรุงประสิทธิภาพ
นอกจากจะได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจแล้ว รายได้ของ BJC ยังได้แรงหนุนจากการขยายกิจการของบริษัทด้วย โดยบริษัทตั้งเป้าจะเปิดห้าง hypermarkets เพิ่มอีกสองแห่งเป็น 154 ห้างและเปิด Mini BigC เพิ่มอีก 150 ร้านเป็น 1,365 ร้านในประเทศไทยในปีนี้ นอกจากนี้ Big C ยังดำเนินกลยุทธ์ในการเพิ่มรายได้จากช่องทาง Omni channel การเสริมความแข็งแกร่งของ platform สำหรับอาหารสด และการเพิ่มอัตรา penetration rate ของระบบสมาชิก ทั้งนี้ ในแง่ของการประหยัดต้นทุน BJC ได้นำเทคโนโลยีใหม่มาใช้เพื่อลดจำนวนสินค้าที่มีข้อบกพร่อง (defective products) เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต และลดต้นทุนค่าสาธารณูปโภคลง ทั้งนี้ การปรับปรุงประสิทธิภาพเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ GPM ของ supply chain ด้านบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้นเป็น 24.0% ใน 3Q64 จาก 20.8% ใน 3Q63
คาดว่ากำไรจะฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งในอีกสองปีข้างหน้า
กำไรสุทธิของ BJC ใน 3Q64 ลดลงมาอยู่ที่ 367 ล้านบาท (-65% YoY, -55% QoQ) เนื่องจาก COVID-19 ระบาด ทำให้มีการใช้มาตรการ lockdown ในจังหวัดที่เป็นพื้นที่สีแดง ส่งผลกระทบต่อ supply chain ด้าน modern retail และรายได้ค่าเช่าของบริษัท นอกจากนี้ การใช้มาตรการ lockdown ในเวียดนามยังส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ของบรรจุภัณฑ์ด้วย นอกจากนี้ ต้นทุนวัตถุดิบ และค่าขนส่งที่สูงขึ้นยังกดดันให้ GPM ลดลงเหลือ 18.2% จาก 18.9% ใน 3Q63 (Figure 10) แต่เนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 ดีขึ้น consensus จึงคาดว่ากำไรสุทธิของ BJC ใน 4Q64 จะเพิ่มขึ้นถึง 242% QoQ แต่ลดลง 7% YoY มาอยู่ที่ 1.3 พันล้านบาท โดยคาดว่ากำไรสุทธิจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 49% เป็น 5.2 พันล้านบาทในปี 2565 และจะเพิ่มขึ้นอีก 20% เป็น 6.2 พันล้านบาทในปี 2566 จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม เรายังคงคาดว่าต้นทุนค่าขนส่ง และวัตถุดิบที่แพงขึ้นจะยังคงเป็นอุปสรรคอยู่ต่อไป ทั้งนี้ ราคาหุ้น BJC ในปัจจุบันซื้อขายที่ระดับ PER ปี 2565F ที่ 28.2x ยังต่ำกว่าของหุ้นอื่นในกลุ่ม commerce ที่เฉลี่ย 34.4x
และต่ำกว่าของหุ้นอื่นในกลุ่มผู้บริโภคที่เฉลี่ย 30.2x
Risk
เศรษฐกิจถดถอย, ต้นทุนวัตถุดิบและการขนส่งแพง, การแข่งขันในตลาด









