กำไรสุทธิ 7.0พันลบ. (1.6บาท EPS) -72% qoq แต่ +>200% yoy ใกล้คาด การดำเนินงาน 3Q อ่อนแอทั้งธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรฯ
อัตราการกลั่นลดลงเป็น 77% จาก 101% ใน 2Q เนื่องจากปิดซ่อมบำรุง 25 วันตามกำหนดการ ค่าการกลั่นตลาดเพิ่มเป็น US$3.2 จาก US$2.0 ใน 2Q จากส่วนต่างเบนซินที่เพิ่มขึ้น โอเลฟินและอนุพันธ์อ่อนแอลง qoq จากราคา PE ที่ต่ำลง (HDPE -US$53 qoq เป็น US$1,138/t ส่วน LLDPE คงที่ qoq และ LDPE -US$142 เป็น US$1,398/t) อัตราการผลิตลดลงเป็น 91% (โรงผลิต PE 104% -1ppt qoq) จาก 93% ใน 2Q เนื่องจากซัพพลายก๊าซจะ PTT ลดลงจากการปิด GSP6 อะโรเมติกจะดีขึ้น qoq โดยมีส่วน PX เพิ่มขึ้น (+US$20 qoq เป็น US$304/t) แต่ส่วนต่าง BZ ต่ำลง (-US$15 เป็น US$377/t) อัตราการผลิตอยู่ที่ 100% จาก 102% ใน 2Q PTTGC มีกำไรสต๊อก 1.1พันลบ. จาก 1.5พันลบ. ใน 2Q ขาดทุนป้องกันความเสี่ยง 1.7พันลบ. (จากขาดทุน 1.0พันลบ. ใน 2Q) ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน 1.1พันลบ. (ขาดทุน 570ลบ. ใน 2Q) กำไรสุทธิ 3Q ที่ 7.0พันลบ. (1.6บาท EPS), -72% qoq แต่ฟื้นจากกำไร 908ลบ. ปีก่อนหน้า
คาดการดำเนินงานฟื้นตัว qoq ใน 4Q จากค่าการกลั่นและราคา PE สูงขึ้น
ธุรกิจโรงกลั่นและธุรกิจโอเลฟินและอนุพันธ์จะฟื้นตัว qoq ใน 4Q จากส่วนต่างเพิ่มขึ้นทุกผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม รวมถึงราคาน้ำมันสูงขึ้นซึ่งจะทำให้ราคา PE สูงขึ้นไปด้วย ภาวะขาดแคลนพลังงานในจีนจะทำให้ผลผลิตลดลงและทำให้ซัพพลายปิโตรเคมีตึงตัวตลอด 4Q
คงคำแนะนำ ถือ ราคาเป้าหมาย 64บาทต่อหุ้น
เราคงคำแนะนำ ถือ และราคาเป้าหมาย 64บาทต่อหุ้น อ้างอิง 4.5x FY22F EV/EBITDA และ 9.5x PE เทียบเท่า 0.9x PBV (ROE 9.5%)









