วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

คลังปัดเก็บภาษีน้ำมันแค่ 6-23% ไม่ถึง 49%

กระทรวงการคลังแจงการจัดเก็บภาษีและเงินกองทุนของภาครัฐสัดส่วนแค่ 6-23% ต่อลิตร ไม่ใช่ 49% ยันมีความจำเป็นเก็บภาษีสรรพสามิตและแวตเป็นไปตามหลักสากล ยกสิงคโปร์ ลาว กัมพูชา ดีเซลแพงกว่าไทย

ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง พรชัย ฐีระเวช ระบุ กรณีที่มีการกล่าวอ้างว่ารัฐบาลเก็บภาษีและเงินกองทุนของภาครัฐสูงถึง 45% ของราคาน้ำมันต่อลิตรที่ประชาชนจ่ายนั้น ยืนยันว่าสัดส่วนเงินภาษีและกองทุนจะถูกจัดเก็บในสัดส่วนเพียง 6-23% เท่านั้น และน้ำมันบางประเภท เช่น เบนซิน 95 E 85 และ LPG สัดส่วนการเก็บภาษีและเงินกองทุนติดลบ เนื่องจากได้รับการอุดหนุนจากกองทุนน้ำมัน 
 
ทั้งนี้ ปัจจุบันโครงสร้างราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงแบ่งออกเป็น 6 องค์ประกอบ ได้แก่

1.ราคาหน้าโรงงาน ซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการ

2. ภาษีสรรพสามิตที่อัตราประมาณ 0.975 ถึง 6.5 บาทต่อลิตร ขึ้นกับประเภทน้ำมัน ซึ่งจัดเก็บบนหลักการด้านสิ่งแวดล้อม

3. ภาษีเพื่อส่วนราชการท้องถิ่นที่ 10% ของภาษีสรรพสามิต  

4. ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ซึ่งเป็นการจัดเก็บสินค้าเกือบทุกประเภท 5. กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่จัดเก็บประมาณ -17.6143 ถึง 6.58 บาทต่อลิตร ขึ้นกับประเภทน้ำมัน และ6. ค่าการตลาดซึ่งเป็นต้นทุนของผู้ประกอบการ

อย่างไรก็ตาม การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากสินค้าพลังงาน เป็นแนวปฏิบัติที่เป็นสากล เนื่องจากการบริโภคสินค้าพลังงานสร้างผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมต่างๆ รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากสินค้าพลังงานเพิ่มเติม โดยหากวิเคราะห์ในภูมิภาคอาเซียน เกือบทุกประเทศต่างมีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากสินค้าพลังงานแล้วทั้งสิ้น ซึ่งส่งผลให้ราคาสินค้าพลังงานของประเทศไทยอยู่ในระดับกลางๆเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาคเดียวกัน 
โดยราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในประเทศ ณ วันที่ 25 ตุลาคม 2564 แล้ว อยู่ที่ประมาณ 29 บาทต่อลิตร ในขณะที่สิงคโปร์อยู่ที่ 53 บาทต่อลิตร สปป. ลาวอยู่ที่ 31.50 บาทต่อลิตร กัมพูชาอยู่ที่ 30.24 บาทต่อลิตร ฟิลิปปินส์อยู่ 28.69 บาทต่อลิตร เมียนมาอยู่ 26.95 บาทต่อลิตร และมาเลเซีย (ผู้ส่งออกน้ำมัน) อยู่ที่ 17.42 บาทต่อลิตร

“การจัดเก็บภาษีทั้งภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม ต่างเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของรัฐ โดยในปีงบประมาณ 2563 สัดส่วนภาษีสรรพสามิตและภาษี VAT คิดเป็นเกือบ 40% ของรายได้รัฐบาลรวม ดังนั้น การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มจึงเป็นแหล่งรายได้สำคัญที่รัฐบาลจะสามารถนำมาใช้ในการบริหารประเทศและแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมต่างๆ ได้ เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางและการค้าขายและลดต้นทุนการขนส่ง การดำเนินมาตรการส่งเสริม SMEs การดำเนินมาตรการบรรเทาผลกระทบจาก โควิด-19 การให้บริการด้านสาธารณสุข เป็นต้น”