กำไรสุทธิของ TISCO ใน 3Q64 อยู่ที่ 1.56 พันล้านบาท (-6% QoQ, -3% YoY) ต่ำกว่าประมาณการของเรา 4% (แต่เป็นไปตาม consensus)
เนื่องจากรายการ FVTPL ตามราคาตลาด และรายได้ค่าธรรมเนียมต่ำเกินคาด แต่หากไม่รวมการตั้งสำรอง PPOP จะต่ำกว่าประมาณการของเรา 16% ทั้งนี้ กำไรสุทธิในงวด9M64 อยู่ที่ 5 พันล้านบาท (+13%) คิดเป็น 73% ของประมาณการกำไรปีนี้ของเรา
สินเชื่อยังคงหดตัวต่อเนื่อง
พอร์ตสินเชื่อหดตัวลง 5% QoQ และ 9% YoY โดยเป็นการหดตัวของสินเชื่อหลายกลุ่ม ทั้ง สินเชื่อธุรกิจ (-5% QoQ, -4% YoY) และ สินเชื่อ H/P (-5% QoQ, -11% YoY) ในขณะเดียวกัน yield สินเชื่อ (5.2%) และ margin (4.4%) ยังทรงตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สอง แต่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 20bps YoY credit cost ลดลงเนื่องจาก NPL เกิดใหม่เพิ่มขึ้นในอัตราที่ตํ่าเกินคาด
NPL เพิ่มขึ้นเพียง 4% QoQ และ 3% YoY ซึ่งต่ำกว่าที่ธนาคารคาดเอาไว้ก่อนหน้านี้ที่ ~15% อย่างมากซึ่งเมื่อพิจารณาเป็นรายกลุ่ม พบว่า NPL จากสินเชื่อ yield สูงเพิ่มขึ้น 7% QoQ และ 23% YoY ในขณะที่สินเชื่อจดจำนองเพิ่มขึ้น 7% QoQ และ 5% YoY ส่วนสินเชื่อ H/P เพิ่มขึ้น 3% QoQ แต่ลดลง 4% YoY ทั้งนี้ ธนาคารบอกว่าลูกค้าสินเชื่อผู้บริโภครายย่อยฟื้นตัวได้ดีกว่าที่คาดเอาไว้ ทำให้ธนาคารสามารถปลดสำรองหนี้เสียออกมาเพื่อชดเชย credit cost ที่ 50bps ใน 3Q64 (จาก 105bps ใน 2Q21 และ 9M64) ซึ่งแนวโน้มนี้น่าจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องใน 4Q64
กลับไปขยายสินเชื่ออีกครั้ง โดยเฉพาะในกลุ่มที่ yield สูง
หลังจากที่สินเชื่อหดตัวต่อเนื่องมา 2-3 ปี ธนาคารกลับมาพิจารณาขยายสินเชื่อเพิ่มในระดับปานกลางในระยะต่อไป โดยเฉพาะในกลุ่มที่ yield สูง โดยพอร์ตสินเชื่อ yield สูงของ TISCO มีมูลค่าประมาณ 3.2 หมื่นล้านบาท (15% ของสินเชื่อรวม) การที่ TISCO กลับมาขยายสินเชื่อจะเป็นปัจจัยกระตุ้นด้านบวกซึ่งจะทำให้ประมาณการกำไรปี 2565 มี upside อีก และสะท้อนถึงการบริหารจัดการเงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นจากปัจจุบันที่มีสัดส่วนเงินกองทุนขั้นที่ 1 สูงถึง 20%
เพิ่มราคาเหมาะสมเป็น 108 บาท (จากเดิม 101 บาท) ปรับเพิ่มคำแนะนำเป็นซื้อ
เรามองว่า TISCO การกลับมาขยายสินเชื่อ ความสามารถในการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ในภาวะที่ยากลำบาก, ส่วนแบ่งตลาดสินเชื่อหดลง, และฐานเงินกองทุนที่ใหญ่, ทำให้ TISCO ให้ความสนใจในการกลับมาสู่ตลาดการแข่งขันด้านสินเชื่ออีกครั้ง ภายใต้ประมาณการกำไรปี 2564/65 เอาไว้เท่าเดิมแต่มองว่าโอกาสการเติบโตของ TISCO ที่มาจากธุรกิจมากกว่าการลดคชจ.สำรอง ทำให้เราปรับมูลค่าPE เล็กน้อยเป็น 11 เท่า ทำให้ได้ราคาเหมาะสมใหม่ที่ 108 บาท เรามองว่าปัจจัยกระตุ้นในระยะสั้นจะขึ้นกับอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ >75% (80% ในช่วงก่อน COVID-19) อัตราเงินปันผล 7%
Risks
การโตรายได้ค่าธรรมเนียมต่ำกว่าเป้าหมาย ขาดทุนเงินลงทุน









