วันอังคาร ที่ 15 กันยายน 2569

Login
Login

เจาะโมเดลธุรกิจ‘ซีแพนเนล’ หุ้นนวัตกรรมก่อสร้างยุคใหม่

“อสังหาฯ”เปลี่ยนแปลง ! บ่งชี้ผ่านข้อมูลของประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป คนที่เป็นเจนเนอเรชั่นใหม่ทั้งในไทยและต่างประเทศไม่นิยมการทำงานในสายก่อสร้างที่ต้องใช้แรงงาน การใช้ “แผ่นคอนกรีตสำเร็จรูป”(Precast Concrete) ตอบโจทย์ปัญหาขาดแคลนแรงงานประหยัดต้นทุนในหลายๆ มิติ

หนึ่งในผู้ประกอบดังกล่าวคงต้องยกให้ บริษัท ซีแพนเนล จำกัด (มหาชน) หรือ CPANEL ผู้นำเทรนด์นวัตกรรมงานก่อสร้างการผลิตและจำหน่ายแผ่นคอนกรีตสำเร็จรูป ตอบโจทย์ความต้องการกลุ่มลูกค้านักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของเมืองไทยเตรียมเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 39.50 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 26.33% ของจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมด ในราคา 6 บาทมูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) 1.00บาทเข้าซื้อขายวันแรกวันนี้ (30 ก.ย.2564)

“ชาคริต ทีปกรสุขเกษม” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีแพนเนล จำกัด (มหาชน) หรือ CPANEL มองภาพรวมอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์อาจมีแนวโน้มชะลอตัว แต่ไม่ใช่ทั้งหมดเพราะว่ายังมีในบางอุตสาหกรรมมีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง อาทิ โครงการแนวราบ , โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ , โรงพยาบาล เป็นต้น สะท้อนผ่านในช่วงที่ผ่านมาบริษัทสามารถเติบโตได้แม้ในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว

ด้วยบริษัทมี“จุดเด่น”ที่มีเทคโนโลยีด้านการก่อสร้าง และมีแนวโน้มเข้ามาทดแทนการก่อสร้างแบบเดิม ดังนั้น จึงมีโอกาสเติบโตจากความต้องการ (ดีมานด์) ที่ทยอยเพิ่มขึ้น และจากความสามารถในการบริหารต้นทุนการผลิตได้อย่างดี ในขณะที่สินค้ายังคงมีคุณภาพตามมาตรฐานระดับสากลที่กำหนดไว้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทมีความได้เปรียบทางการแข่งขัน อีกทั้งบริษัทรักษาความสัมพันธ์อันดีกับผู้จำหน่ายวัตถุดิบ และลูกค้าที่เป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำมาเป็นเวลานาน

การเข้าระดมทุนครั้งนี้ !เพื่อปลดล็อคการเติบโตในอนาคต หลังบริษัทมีเป้าหมายสร้างการเติบโต “เท่าตัว” สะท้อนผ่านแผนการใช้เงินระดมทุนลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิต Precast Concrete แห่งใหม่ จากโรงงานผลิตแห่งเดิมมีกำลังการผลิตที่ 720,000 ตารางเมตรต่อปี ดังนั้น การสร้างโรงงานแห่งใหม่ก็จะมีกำลังการผลิต“ที่เท่ากัน” ทำให้บริษัทจะมีกำลังการผลิตรวมเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1,400,000 ตารางเมตรต่อปี

โดยเบื้องต้นใช้เงินลงทุนประมาณ 100-150 ล้านบาท คาดเริ่มดำเนินการก่อสร้างในไตรมาส 2 ปี 2565 และจะแล้วเสร็จพร้อมเดินเครื่องทดสอบการทำงาน (Commissioning Tests) ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2566 และคาดจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ภายในไตรมาส 1 ปี 2567 เป็นต้นไป และเงินที่เหลือจะนำไปชำระคืนเงินกู้จากสถาบันการเงิน 50-100 ล้านบาท จะประหยัดดอกเบี้ยจ่าย ทำให้อัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากปัจจุบัน D/E อยู่ที่ 2.5 เท่า หลังระดมทุน IPO นำเงินไปคืนสถาบันการเงิน จะทำให้ D/E ลดลงมาอยู่ที่ระดับไม่เกิน 0.5 เท่า ทำให้บริษัทมีความแข็งแกร่งแง่ฐานเงินทุน รองรับการขยายตัวใน 5 ปีข้างหน้าและใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ 20.40 ล้านบาท

ขณะที่ ปัจจุบันศักยภาพทำกำไรคือระดับอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ของบริษัทอยู่ที่ 37% และมีอัตรากำไรสุทธิ (Net profit Margin) อยู่ที่ราว 10% ขณะเดียวกันการแพร่ระบาดของโควิด-19ทำให้ผู้ประกอบการปรับตัวหันมาใช้พรีแคสเพื่อทดแทนการก่อสร้างแบบดั่งเดิมมากขึ้น ปัจจุบันบริษัทใช้กำลังการผลิต 70% และจำเป็นต้องขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น

สะท้อนผ่านผลประกอบการ3ปีย้อนหลัง(2561-2563) บริษัทมีรายได้รวม 263.28 ล้านบาท 322.35 ล้านบาท221.16 ล้านบาท และงวด 6 เดือนปี 2564 มีรายได้รวม 157.28 ล้านบาท ขณะที่ บริษัทมีกำไรสุทธิในปี 2561-2563 เท่ากับ 31.39 ล้านบาท 36.61 ล้านบาท13.13 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิต่อรายได้รวมเท่ากับ 11.92% ,11.36%, 5.94% ตามลำดับ

“ผลงานที่ผ่านมาโรงงานแห่งแรกใช้เวลา 1 ปี ก็สามารถ Break event แล้ว ซึ่งเชื่อว่าโรงงานที่ 2 เราเชื่อมั่นว่าจะทำได้ดีกว่านั้น อย่างแรกคือลูกค้าเชื่อเราแล้ว มี Backlog รอแล้ว เข้าใจเทคโนโลยี และโรงงานแห่งที่สองต้นทุนที่เป็น Fix Cost จะลดต่ำลงเรื่อยๆ เป็นไปตามหลัก Economy OfScale (การประหยัดต่อขนาด) พอผ่านจุด Break event ไปแล้วศักยภาพทำกำไรดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ”

เขา บอกต่อว่า ความสำเร็จวงการวัสดุก่อสร้างทุกวันนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเป็นบริษัทขนาดใหญ่เสมอไป เนื่องจากความสำคัญที่สุดคือเรื่องคุณภาพสินค้าที่ต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ต้องมีการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์กับลูกค้าหรือผู้บริโภคได้มากที่สุด ซึ่งในวันนี้ Precast Concrete ก็สามารถตอบโจทย์ดังกล่าวได้เป็นอย่างดี เห็นได้จากกระแสตอบรับที่ดีจากลูกค้าทุกคน รวมไปถึงทางบริษัทยังมีการพูดคุยทำความเข้าใจกับลูกค้า เพื่อแนะนำการใช้ Precast Concrete ให้เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละรายอีกด้วย

ท้ายสุด “ชาคริต” ทิ้งท้ายไว้ว่า ความน่าสนใจของหุ้น CPANEL บริษัทมีความสามารถในการทำกำไรอยู่ในระดับสูง และเมื่อนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามา สามารถควบคุมต้นทุนการผลิต ลดการสูญเสีย ส่งผลให้สามารถทำกำไรได้ดีขึ้น