หลากปัจจัยยังผลักดันการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อ ภาพการลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงในระยะสั้นมีแนวโน้มผันผวนหลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกปรับขึ้น
สะท้อนมุมมองของสถานการณ์เงินเฟ้อที่กำลังเกิดขึ้นจาก 1) การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ 2) ราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปที่สูงขึ้นผลักดันค่าไฟและต้นทุนจากพลังงาน 3) ราคาถ่านหินปรับเพิ่มขึ้นจากความต้องการลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในภูมิภาคต่างๆของโลก 4) ปัญหาขาดแคลนพลังงานในจีนที่เริ่มส่งผลให้เกิดการลดกำลังการผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆ และอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานการค้าของโลก ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น กลับมากระทบต่อสถานการณ์เงินเฟ้อในภาพรวม
มุมมองต่อเงินเฟ้อยังเป็นปัจจัยบวกต่อโภคภัณฑ์ การเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อที่เริ่มกดดันให้ธนาคารกลางหลายประเทศทยอยปรับเพิ่มดอกเบี้ยนโยบาย จะส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตร ซึ่งกระทบต่ออัตราการคิดลด (Discounted rate) ในการประเมินมูลค่าหุ้น ซึ่งจะมีผลกระทบเชิงลบต่อหุ้นที่ซื้อขายด้วย Valuation ที่แพง หรืออิงกระแสเงินสดในอนาคต โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี ขณะเดียวกันมีแนวโน้มเป็นบวกต่อสินทรัพย์ลงทุนที่สามารถป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อ (inflation hedged asset) อย่างกลุ่มพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ ทำให้หุ้นพลังงานและถ่านหิน มีแนวโน้มเคลื่อนไหวได้ดี แม้ภาพการลงทุนรวมอาจผันผวนขึ้น ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคารและประกัน มีแนวโน้มได้อานิสงค์จากการเพิ่มของผลตอบแทนพันธบัตรที่จะช่วยเพิ่มส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Net interest margin) เช่นกัน
ความเสี่ยงเงินทุนไหลออกจากข้อจำกัดด้านการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย แม้จะเริ่มเห็นแรงกดดันเงินเฟ้อและการดำเนินงานของธนาคารกลางหลายประเทศเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย แต่ด้วยเศรษฐกิจไทยที่ภาคบริการและท่องเที่ยวน่าจะใช้เวลาในการฟื้น ทำให้ธนาคารกลางของไทยจะเผชิญข้อจำกัดในการดำเนินนโยบาย ซึ่งจะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเงินทุนไหลออกทั้งในตราสารทุนและตราสารหนี้ โดยเราคาดกนง.จะคงดอกเบี้ยนโยบาย ในการประชุมคณธกรรมการนโยบายการเงิน 29 ก.ย.64 นี้ ทั้งนี้กลุ่มนำเข้าและมีเงินกู้ต่างประเทศสูงอย่างโรงไฟฟ้า มีความเสี่ยงที่จะรายงานผลการดำเนินงานอ่อนแอและกระทบจากขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน (FX) ได้
ธีมการลงทุนระยะสั้น 1) การเพิ่มเพดานหนี้เป็น 70% และแผนกู้เงินเพิ่ม จะทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรขยับขึ้น ซึ่งบวกกับกลุ่มธนาคารและประกัน อาทิ BBL, KBANK, SCB, TIPH, THRE, BLA 2) หุ้นธีมเปิดเมืองยังน่าสนใจแม้อาจย่อจากมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการผ่อนคลายกทม.ที่น่าจะล่าช้าไปจาก 15 ต.ค. CPN, CRC, MINT, CENTEL, ERW, BA 3) เรามองทยอยสะสม สื่อสาร สาธารณูปโภค ADVANC, DTAC, FTREIT, WHART, GULF, GPSC, EGCO, RATCH, EASTW, WHAUP, TTW 4) เก็งกำไรทางเทคนิค MDX, VNG, SKN, WIIK, FSMART, MFEC, KTC, ACE, AQUA, SUPER, ESTAR, NUSA, EVER, ORI, AMANAH, SMD, EE, RICHY, ICN, SHR, ACE, ETC
ภาพรวมกลยุทธ์: การหลุด 1,620 จุด จะทำให้ SET กลับมามีโครงสร้างที่เป็นลบ แม้คาดกลุ่มธนาคาร พลังงาน จะมีบทบาทนำตลาดมากขึ้น ทำให้ภาพรวมยังเน้นการเลือกหุ้นรายตัว //หุ้นแนะนำ: PTTGC*, IVL*, BANPU*, TFI*
แนวรับ: 1,605/ แนวต้าน : 1,630-1,643 จุด สัดส่วน : เงินสด 50% : พอร์ตหุ้น 50%
ประเด็นการลงทุน
โกลด์แมนหั่นคาดการณ์เศรษฐกิจจีนเหลือ 7.8% - “โกลด์แมน แซคส์” ปรับลดคาดการณ์ GDP จีนปี 64 ลงสู่ระดับ 7.8% จากเดิมที่ 8.2% รับปัญหาขาดแคลนพลังงานและผลผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ลดลงอย่างมากนั้น ได้เพิ่มแรงกดดันให้เศรษฐกิจจีนมีความเสี่ยงที่จะเผชิญภาวะขาลง
ศบค.ลดกักตัวเหลือ 7 วัน พร้อมย่นเคอร์ฟิว เปิด 10 ธุรกิจ - ประยุทธ์ลดเวลาเคอร์ฟิวเป็น 22.00-04.00 น. พร้อมยืดเวลาศูนย์การค้า ร้านสะดวกซื้อ เป็น 21.00 น. และเปิด 10 กิจการเพิ่ม อาทิ สปา โรงภาพยนตร์ เล่นดนตรีในร้านอาหาร รวมถึง ลดกักตัวจังหวัดท่องเที่ยวเหลือ 7 วัน เริ่ม 1 ต.ค. นี้
ICN - แจกใบสำคัญแสดงสิทธิ์ ICN-W1 ให้ผู้ถือหุ้นเดิมฟรีที่อัตรา 2:1 โดยใบสำคัญแสดงสิทธิ์มีอัตราใช้สิทธิ์ที่ 1:1 ที่ราคา 1 บาท อายุ 2 ปี หุ้นขึ้นเครื่องหมาย XW 24 พ.ย.64
สถานการณ์โควิดในประเทศ - ภาพรวมยังปรับดีขึ้นต่อเนื่อง โดยมีผู้ติดเชื้อใหม่ต่ำ 10,000 ราย เป็นวันแรก ที่ 9,489 ราย หายป่วย 12,805 ราย เสียชีวิต 129 ราย
PTTGC – ประกาศสิ้นสุดโครงการจำหน่ายหุ้นซื้อคืนเพื่อบริหารทางการเงิน หลังขายครบ 22.3 ล้านหุ้น
ประเด็นติดตาม: - 28 ก.ย.: US Consumer Confidence เดือน ก.ย. / 29 ก.ย:. ประชุม กนง, FED Chair speaks, US Initial Jobless Claims / 1 ต.ค.: EU CPI เดือน ก.ย.
(* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ ซึ่งอาจมีคำแนะนำต่างกับพื้นฐาน หรือที่ไม่ ได้อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาที่เข้าซื้อ)









